The Big Four สี่อาชญากร
Agatha Christie
Fiction · Mystery
ไม่ได้อ่านงานของอกาธา คริสตี้มากนัก แต่คิดว่าเล่มนี้อาจเป็นเล่มที่มีฉากแอคชั่นเยอะเท่าที่เคยอ่านมา
Baannakarn · Reader to Reader
พื้นที่ส่งต่อหนังสือดีๆ จากนักอ่านสู่นักอ่าน
Agatha Christie
Fiction · Mystery
ไม่ได้อ่านงานของอกาธา คริสตี้มากนัก แต่คิดว่าเล่มนี้อาจเป็นเล่มที่มีฉากแอคชั่นเยอะเท่าที่เคยอ่านมา
กิตติศักดิ์ คงคา
Fiction · Mystery
เป็นเล่มในชุดฝาแฝดยอดนักสืบ ที่เราชอบตรงได้เห็นการสืบสวนคู่กันระหว่างพี่น้องยอดนักสืบ และชอบบรรยากาศในเรื่อง แต่เราคิดว่าทริคบางอย่างอาจจะไม่ซับซ้อนมากนัก ถ้าเทียบกับเล่มอื่นๆ เช่น รจเลขกัมมันต์
อุปถัมภ์ กองแก้ว
Fiction
มัจจุราชสีน้ำผึ้ง เป็นนวนิยายแนวโรแมนติกดราม่ารุ่นเก่าที่ถูกนำมาตีพิมพ์ใหม่อีกครั้ง แม้ฉากหลังและบรรยากาศในเรื่องจะสะท้อนกลิ่นอายยุคเก่า แต่โครงเรื่องและการสร้างปมความสัมพันธ์ของตัวละครยังคงมีความร่วมสมัย จนเป็นแนวทางที่นักเขียนรุ่นหลังนิยมนำมาต่อยอด และเคยถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์ยอดฮิตมาแล้ว เรื่องย่อ เรื่องราวเริ่มต้นจาก *รจนาไฉน ลูกสาวคนโตแห่งครอบครัววิชนี ที่ต้องจำใจตอบรับการแต่งงานกับ ปัทม์ ปัทมกุล ตามสัญญาที่ผู้ใหญ่เคยให้ไว้ในอดีต แม้เธอจะมีคนที่รู้สึกดีด้วยอย่าง ปวุติ อยู่แล้วก็ตาม เบื้องหลังการตัดสินใจนี้ มีเงื่อนงำจาก โลมฤทัย* น้องสาวผู้ทะเยอทะยานเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง โดยใช้คำพูดทิ่มแทงใจดำว่ารจนาไฉนเป็นเพียงลูกเลี้ยงที่ครอบครัวรับมาอุปการะ เพื่อผลักไสให้เธอต้องไปแต่งงานกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเห็นหน้า ฝ่ายปัทม์ซึ่งเดิมทีเข้าใจว่าคู่หมั้นของตนคือโลมฤทัยผู้เลอโฉม เมื่อต้องมารับผิดชอบแต่งงานกับรจนาไฉนตามข้อตกลง ประกอบกับความเข้าใจผิดที่ถูกเป่าหูว่าเธอเข้ามาเพื่อเกาะกุมผลประโยชน์ ทำให้เขาแสดงท่าทีเย็นชาและตั้งใจใช้อำนาจเพื่อทรมานให้เธอทนไม่ไหวและหนีไปเอง ทว่าความดีงาม ความเสมอต้นเสมอปลาย และหน้าที่ศรีภรรยาที่รจนาไฉนปฏิบัติอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง กลับค่อย ๆ หลอมละลายความแข็งกระด้างในใจของชายหนุ่ม จนเกิดเป็นความหวงแหนและรักใคร่ แม้จะมีอุปสรรค ความเข้าใจผิด รวมถึงบุคคลภายนอกที่เข้ามาสร้างความวุ่นวาย จนเกือบทำให้ความสัมพันธ์ต้องพังทลาย แต่สุดท้ายเรื่องราวก็คลี่คลายและลงเอยด้วยความเข้าใจกันในแบบแฮปปี้แอนดิ้ง ความเห็นหลังอ่าน แม้จะเป็นนิยายรักแนวตบจูบหรือพระเอกเข้าใจผิดในยุคเก่า แต่ตัวละครไม่ได้แบนราบอย่างที่คิด นางเอกอย่างรจนาไฉนมีความ “อ่อนนอกแข็งใน” ไม่ใช่คนหัวอ่อนยอมจำนนไปเสียหมด มีไหวพริบและรู้จักใช้วาจาเชือดเฉือนทันคน ส่วนพระเอกไม่ได้ใช้อารมณ์รุนแรงอย่างไร้เหตุผล แต่ขับเคลื่อนด้วยความหึงหวงและทิฐิมากกว่า จุดเด่นของสำนวนผู้ประพันธ์คือการบรรยายความรู้สึกนึกคิดและเหตุผลกลใดที่ตัวละครแสดงพฤติกรรมนั้นออกมาอย่างละเอียดละออ แม้บางช่วงจะบรรยายละเอียดยิบจนทำให้อยากข้ามไปบ้าง หรือมีจุดสะดุดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวของพระเอกที่สลับไปมาระหว่าง “ฉัน” กับ “ผม” แต่โดยรวมก็เป็นนิยายรักรุ่นเก่าที่อ่านสนุก ได้อรรถรสครบรส และทำให้เห็นฝีมือการผูกเรื่องของผู้เขียนยุคก่อนได้เป็นอย่างดี สำนักพิมพ์: แสงดาว ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งแรก กันยายน พ.ศ. 2554 ราคา: 410 บาท วันที่ซื้อ: 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554
วินทร์ เลียววาริณ
History · Spirituality · Philosophy · Religion
มังกรเซน เป็นหนังสือที่ชวนให้ทำความความเข้าใจเกี่ยวกับ “เซน” ซึ่งหลายคนมักเข้าใจว่าเป็นพุทธวิถีแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ แต่แท้จริงแล้วรากเหง้าและจุดกำเนิดนั้นย้อนลึกไปไกลกว่านั้น หนังสือเล่มนี้จึงทำหน้าที่คล้ายสะพานพาผู้อำนวยย้อนเวลากลับไปสำรวจประวัติศาสตร์และแก่นแท้ของเซน เรื่องราวและเนื้อหาในหนังสือ หนังสือรวบรวมประวัติศาสตร์และแนวคิดของอาจารย์เซนระดับ “มังกร” ในตำนาน เริ่มตั้งแต่พระโพธิธรรมผู้เป็นปฐมาจารย์ในยุคแรก ไล่เรียงมาสู่อาจารย์เซนในยุคกลางของจีน เช่น ซึโถวซีเฉียน, หม่าจู้เต้าอี้, ไป่จ้างหวยไห่, หนานเฉียนผู่เหยียน และเจ้าโจว ไปจนถึงการเดินทางข้ามไปรุ่งเรืองและหยั่งรากลึกในญี่ปุ่นผ่านอาจารย์เซนอย่าง เอไซ และโดเก้น เนื้อหาไม่ได้มีเพียงประวัติศาสตร์และหลักปรัชญาที่เคร่งเครียด แต่ยังร้อยเรียงสลับด้วยนิทานธรรม ปริศนาธรรม และเรื่องราวชีวิตของเหล่าอาจารย์เซนที่มีทั้งความเรียบง่ายและเปี่ยมด้วยสีสัน เพื่อสะท้อนให้เห็นวิถีการฝึกจิตและการตื่นรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ความเห็นหลังอ่าน สิ่งหนึ่งที่สะดุดใจตั้งแต่เริ่มอ่านคือความเข้าใจที่ว่า เซนไม่ใช่พุทธแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม แต่มีวิวัฒนาการและการเดินทางที่น่าสนใจมาก เมื่ออ่านจบแล้ว หากถามว่าเข้าใจเซนอย่างถ่องแท้หรือยัง คำตอบคืออาจจะยังไม่ทั้งหมด เพราะเซนไม่ใช่สิ่งที่ต้องใช้สมองพยายามทำความเข้าใจด้วยตรรกะ แต่มันคือประสบการณ์และการลงมือปฏิบัติ เมื่อถึงเวลาและวาระที่จิตพร้อม ความเข้าใจนั้นจะเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง สิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัว แต่เป็นการเตือนให้เราหกลับมาตระหนักรู้และมีสติอยู่กับ *“ปัจจุบันขณะ”* หนังสือเล่มนี้อาจจะอ่านง่ายในแง่สำนวนภาษา แต่ก็ลึกซึ้งจนต้องค่อย ๆ คิดตาม ทว่าท้ายที่สุดแล้ว แม้จะจับประเด็นได้เพียงน้อยนิด ก็ถือว่าได้เปิดประตูทำความรู้จักกับโลกของเซนและทำให้ใจที่ร้อนรุ่มในยุค “เท่าไรก็ไม่พอ” เย็นลงได้บ้าง สำนักพิมพ์: 113 ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2552 ราคา: 235 บาท วันที่ซื้อ: 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
ศุ บุญเลี้ยง
Essay · Memoir · อื่นๆ
นักอยากเขียน เป็นหนังสือขนาดกะทัดรัดจากปลายปากกาของ ศุ บุญเลี้ยง หรือพี่จุ้ย ที่รวบรวมมุมมอง ความคิด และคำแนะนำสำหรับผู้ที่มีความฝันอยากจะเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวหนังสือ โดยเริ่มต้นจากก้าวแรกที่เรียบง่ายแต่สำคัญที่สุด นั่นคือการ *“ลงมือเขียน”* เนื้อหาและเรื่องราวในหนังสือ หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านประสบการณ์และการเดินทางบนเส้นทางงานเขียนของผู้เขียน โดยสะท้อนให้เห็นว่าก่อนจะมาเป็นผลงานที่พิมพ์เป็นเล่มให้ผู้อ่านได้เห็นในปัจจุบัน งานเขียนแต่ละชิ้นต้องผ่านกระบวนการคิด การฝึกฝน และการขัดเกลามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หัวใจสำคัญที่ผู้เขียนพยายามสื่อสารคือ การจะเป็นนักเขียนได้นั้น จุดเริ่มต้นต้องมาจากการเป็น *“นักอ่าน” ที่ซึมซับถ้อยคำและเรื่องราวรอบตัว จากนั้นจึงเปลี่ยนตัวเองเป็น “นักอยากเขียน” *ผู้มีความกระหายที่จะถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก และมุมมองที่มีต่อโลกใบนี้ออกมาเป็นตัวอักษร ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบันทึกส่วนตัว จดหมาย หรือบทความสั้น ๆ ขอเพียงแค่ได้ลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะความอยากเขียนนี่เองที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการฝึกฝน และพัฒนาฝีมือให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา นอกจากนี้ หนังสือยังสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจผ่านบทสัมภาษณ์และข้อคิดที่ว่า การเป็นนักเขียนที่ดีนอกจากจะต้องมีทักษะและการฝึกฝนแล้ว ยังต้องอาศัยความกล้าหาญที่จะประกาศสิ่งที่ตนเชื่อ รวมถึงการมี “ความรัก” ต่อเพื่อนมนุษย์และสังคม เพื่อให้รู้ว่าเราเขียนสิ่งนั้นไปเพื่ออะไร ความเห็นหลังอ่าน หนังสือเล่มนี้อ่านเพลินและให้แรงบันดาลใจได้ดีมาก เหมาะสำหรับคนที่ชอบอ่านหนังสือและมีความคิดแวบเข้ามาในหัวเสมอว่า “อยากลองเขียนอะไร and บ้าง” แต่ยังลังเลหรือไม่ได้เริ่มต้นสักที สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเล่มนี้คือ งานเขียนที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการสะสมประสบการณ์ การมองโลกอย่างพินิจพิเคราะห์ และความกล้าที่จะถ่ายทอดตัวตนออกมาผ่านงานเขียนของตัวเอง จากการเป็นเพียง “หนอนหนังสือ” ที่อ่านเรื่องราวของคนอื่นมาโดยตลอด การได้อ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนเป็นการจุดประกายให้คนรักการอ่านกล้าที่จะก้าวสู่การเป็น “นักอยากเขียน” และเริ่มต้นบันทึกเรื่องราวของตัวเองลงบนพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบล็อกส่วนตัวหรือสมุดบันทึก เพื่อรอวันที่จะเติบโตและงอกงามในเส้นทางตัวหนังสือต่อไป สำนักพิมพ์: วงกลม ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 เมษายน 2549 ราคา: 110 บาท วันที่ซื้อ: 29 มีนาคม พ.ศ. 2549
สมบัติ จันทรวงศ์
Biography · History · รวมบทควาาม
หนังสือเล่มนี้วิเคราะห์ชีวิตและผลงานของ สุนทรภู่ ผ่านเรื่องชีวิต สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน โดยนำผลงานในแต่ละช่วงชีวิตมาพิจารณา เพื่อให้เห็นแนวคิดที่ปรากฏอยู่ในบทประพันธ์ โปรยปกหลังกล่าวถึงแนวคิดสำคัญว่า *ชีวิตที่มีความหมายคือชีวิตที่อยู่ร่วมกับผู้อื่น* ซึ่งเมื่ออ่านงานของสุนทรภู่แล้วก็เห็นได้ว่า โลกที่ท่านถ่ายทอดไม่ได้มีเพียงธรรมชาติหรือจินตนาการ แต่เต็มไปด้วยผู้คน ความสัมพันธ์ ความขัดแย้ง และสังคมรอบตัว ตรงนี้ทำให้เราเห็นว่า สุนทรภู่ไม่ได้เป็นเพียง “นักเลงกลอน” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างไพเราะ แต่เป็นกวีที่สังเกตชีวิตและสังคมรอบตัว แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาสะท้อนผ่านงานเขียน สิ่งที่เราชอบคือ นอกจากจะได้รู้จักความคิดของสุนทรภู่แล้ว ยังได้เห็น สังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้น ที่ซ่อนอยู่ในวรรณคดีไปพร้อมกัน ทำให้การอ่านครั้งนี้เป็นมากกว่าการศึกษาผลงานของกวีคนหนึ่ง แต่ยังเป็นอีกวิธีในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านวรรณกรรม ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่า วรรณคดีไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องน่าเบื่อ หากเราได้เห็นโลกที่อยู่เบื้องหลังตัวหนังสือ และหนังสือเล่มนี้ก็ช่วยเปิดโลกนั้นให้เราได้อย่างน่าสนใจ สำนักพิมพ์: มติชน ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งแรก เดือนมิถุนายน 2537 ราคา: 110 บาท ซื้อเมื่อ: 13 กรกฎาคม 2537
เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา
History · Art & Design · Religion
ไหว้เทพเจ้า 9 ศาลจีนมงคล เป็นหนังสือคู่มือที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่สนใจตระเวนไหว้พระขอพรตามศาลเจ้า แต่ยังมึนงงกับขั้นตอน พิธีกรรม จำนวนธูป หรือประวัติความเป็นมาของเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมาย หนังสือเล่มนี้จึงทำหน้าที่เหมือนเพื่อนคู่คิดที่ช่วยคลายความสงสัยและทำให้การไปศาลเจ้ามีความหมายมากยิ่งขึ้น เนื้อหาและเรื่องราวในหนังสือ หนังสือเล่มนี้พาผู้อ่านไปรู้จักกับ 9 ศาลเจ้าจีนศักดิ์สิทธิ์ พร้อมแนะนำจุดเด่นในการขอพรและการเสริมสิริมงคลของแต่ละแห่ง ได้แก่: วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่): ขอโชคลาภ ไร้โรคา และแก้ปีชง ศาลเจ้าแม่กวนอิม มูลนิธิเทียนฟ้า: ขอให้เทพเมตตา ปัดเป่าโรคาพยาธิ ศาลเจ้าหลีตีเบี้ยว: ขอยารักษาโรค และสักการะเซียน ศาลเจ้ากวนอู: ขอเรื่องความซื่อสัตย์ ความเป็นใหญ่ และบริวารที่ดี ศาลเจ้าเห้งเจีย: ขอให้ชนะศัตรู และแก้ไขอุปสรรค ศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ย: ขอสิริมงคลเมื่อซื้อบ้านและที่ดิน ศาลเจ้าเล่าปูนเถ้ากง: ขอให้ชีวิตร่มเย็นเป็นสุข ศาลเจ้าโจวซือกง: ขอให้หายป่วยและมีสุขภาพแข็งแรง ศาลเจ้าพ่อเสือ: ขออำนาจบารมี และขอบุตร นอกจากประวัติความเป็นมาของศาลเจ้าและองค์เทพแล้ว หนังสือยังบอกเล่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติ ตัวเลขธูปที่ต้องจุดในแต่ละจุด รวมถึงสถาปัตยกรรมและลวดลายประดับตกแต่งภายในศาลเจ้า ซึ่งสะท้อนถึงงานศิลปะอันงดงาม ความเห็นหลังอ่าน ในช่วงหลังมานี้ การเที่ยววัดและศาลเจ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของทริปท่องเที่ยวบ่อยครั้ง การเข้าไปในศาลเจ้าจีนมักจะมาพร้อมกับความสับสนเรื่องจำนวนธูป การจัดลำดับการไหว้ และการเรียกชื่อเทพเจ้าที่มีอยู่มากมาย การได้ฟังคำแนะนำจากผู้ดูแลศาลเจ้าอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การมีคู่มือเล่มนี้จึงช่วยให้เข้าใจลำดับขั้นตอนได้ดีขึ้น นอกจากการไปกราบไหว้เพื่อขอพรแล้ว สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการได้ชมความงดงามของประติมากรรม ภาพวาด และสถาปัตยกรรมจีนที่ซ่อนอยู่ตามศาลเจ้าต่าง ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวและคติความเชื่อ หนังสือเล่มนี้จึงเป็นคู่มือติดตัวที่ดีสำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ช่วยให้เราสนุกกับการเรียนรู้เรื่องราวใหม่ ๆ และเข้าใจวิถีความศรัทธามากยิ่งขึ้น อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ก็จำแม่นแล้วว่า ธูป 3 ดอกแรกนั้นต้องจุดเพื่อไหว้ฟ้าดินเป็นอันดับแรกเสมอ สำนักพิมพ์: อมรินทร์ ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554 ราคา: 319 บาท วันที่ซื้อ: 26 กันยายน พ.ศ. 2554
ศานติ - นวรัตน์ ภักดีคำ
History · Art & Design · Religion
เสริมสิริมงคล ยลศิลปะจีน 9 วัดไทยในกรุงเทพฯ เป็นหนังสือคู่มือท่องเที่ยวและศึกษาศิลปกรรมที่ได้รับมาเป็นของขวัญวันเกิดจากเพื่อนสนิท เนื่องจากเป็นคนชื่นชอบการตระเวนเที่ยววัด ชมสถาปัตยกรรม จิตรกรรม และประติมากรรม หนังสือเล่มนี้จึงตอบโจทย์ทั้งการทบทวนความรู้และการใช้เป็นลายแทงในการเดินทางจริง เนื้อหาและเรื่องราวในหนังสือ หนังสือเล่มนี้พาผู้อ่านไปสำรวจศิลปะและวัฒนธรรมจีนที่ผสมผสานอยู่ในวัดไทย โดยครอบคลุมพื้นที่ในเขตธนบุรีและพระนคร รวม 9 วัด และ 1 พิพิธภัณฑ์ ได้แก่: วัดโพธิ์, วัดสุทัศน์, วัดบวรฯ, วัดเทพธิดาราม, วัดมหรรณพาราม, วัดราชโอรส, วัดนางนอง, วัดกัลยาณมิตร, วัดอัปสรสวรรค์ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เนื้อหาภายในบอกเล่าประวัติความเป็นมาของแต่ละสถานที่ และเจาะลึกถึงความหมายของสัญลักษณ์มงคลต่าง ๆ ที่ซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเสาศิลามังกร ตุ๊กตาศิลาจีน (อับเฉา) ลวดลายประดับกระเบื้อง หรือภาพจิตรกรรม ซึ่งสะท้อนคติความเชื่อเรื่องความร่มเย็นเป็นสิริมงคล ความเห็นหลังอ่าน เสน่ห์ของวัดที่มีศิลปะจีนสอดแทรกเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นวัดที่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นยุคที่มีการเจริญสัมพันธไมตรีและทำการค้ากับประเทศจีนอย่าง คึกคัก เราจึงมักเห็นลักษณะเด่น เช่น โครงสร้างพระอุโบสถแบบไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หรือหางหงส์ ตามพระราชนิยมในยุคนั้น หนังสือเล่มนี้จึงทำหน้าที่เสมือนไกด์บุ๊กชั้นดีที่ช่วยให้อ่านสนุกและเข้าใจสิ่งที่เห็นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แทนที่จะเดินดูความงามเพียงผิวเผิน การรู้ที่มาและความหมายของสัญลักษณ์ทำให้การเที่ยววัดมีมิติของประวัติศาสตร์และวรรณกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สำนักพิมพ์: อมรินทร์ ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ราคา: 315 บาท วันที่ได้รับ: 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 (ของขวัญวันเกิด)
ลุค แคสซาดี-ดอเรียน
Memoir · Spirituality · Self-help · Psychology
Yogi Boy: ผู้ชายที่เคยหายใจไม่เป็น เป็นหนังสือที่สะดุดตาตั้งแต่ชื่อเรื่อง และสร้างความประหลาดใจตั้งแต่รู้ว่าผู้เขียนเป็นชาวอเมริกัน แต่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาเป็นภาษาไทยได้อย่างลึกซึ้งและมีเอกลักษณ์ หนังสือเล่มนี้ถูกเลือกหยิบมาอ่านในยามที่ต้องการพักสมอง และหวังว่าเรื่องราวเกี่ยวกับการปรับลมหายใจจะช่วยจัดระเบียบความคิดภายในใจให้สงบลงได้บ้าง เรื่องย่อ หนังสือบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของ ลุค แคสซาดี-ดอเรียน จากจุดเริ่มต้นที่เป็น “เด็กดอทคอม” หนุ่มอเมริกันผู้ละทิ้งการเรียนมหาวิทยาลัย ออกมาเผชิญโลกและสร้างตัวตามวิถีทางของตนเอง ในช่วงแรก ชีวิตของเขาอยู่ในแวดวงเทคโนโลยี ออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในซานฟานซิสโก ท่ามกลางกระแสความรุ่งเรืองที่เต็มไปด้วยงาน เงินปาร์ตี้ แอลกอฮอล์ และยาเสพติด จนกระทั่งยุคฟองสบู่แตก ชีวิตที่เคยหมุนวนอย่างรวดเร็วจึงพลิกผัน และนำพาเขาให้ก้าวเข้าสู่โลกของ “โยคะ” จากการฝึกฝนเพื่อเยียวยาตนเอง ค่อย ๆ พัฒนาสู่การเป็นผู้สอน การเดินทางไปเรียนรู้กับครูผู้ฝึกสอนในประเทศอินเดีย จนกระทั่งมีโอกาสเดินทางมายังกรุงเทพมหานคร และได้รับการทาบทามให้เป็นครูสอนโยคะอย่างเต็มตัว สิ่งที่น่าทึ่งคือความมุ่งมั่นของเขาในการก้าวเข้าสู่สังคมไทยอย่างแท้จริง ถึงขนาดตั้งใจศึกษาภาษาไทยอย่างจริงจัง จนสามารถฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาไทยได้ดีเยี่ยม ถึงขั้นเรียบเรียงและเขียนหนังสือออกมาเป็นภาษาไทยด้วยตนเองได้อย่างราบรื่น ความเห็นหลังอ่าน แม้ชื่อหนังสือจะมีคำว่า **“โยคะ” และ “การหายใจ” **แต่เนื้อหาภายในไม่ได้เป็นคู่มือสอนท่าทางโยคะหรือตำราฝึกหายใจแบบขั้นตอนปฏิบัติ หากแต่เป็นบันทึกชีวิตของคนผู้หนึ่งที่ผ่านจุดตกต่ำ ความหลงทาง และการค้นพบจุดเปลี่ยนที่ช่วยดึงชีวิตให้กลับมารวมศูนย์ได้อีกครั้ง เรื่องราวสะท้อนให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวและความตั้งใจจริง ไม่ว่าจะเป็นการกล้าละทิ้งวิถีชีวิตแบบเดิมเพื่อเริ่มต้นใหม่ หรือความพยายามเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมอื่นอย่างลึกซึ้ง หนังสือเล่มนี้จึงให้แง่คิดเรื่องความมุ่งมั่น การพาตัวเองก้าวข้ามอุปสรรค และการค้นหาความหมายของชีวิตผ่านการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอก เป็นอีกหนึ่งบันทึกประสบการณ์ที่อ่านเพลินและสร้างแรงบันดาลใจได้ดีทีเดียว สำนักพิมพ์อะบุ๊ก ฉบับที่อ่าน : พิมพ์ครั้งที่ 2 : กรกฎาคม 2554 ราคา 210 บาท ซื้อเมื่อ : 1 พฤศจิกายน 2554
ชาครียา
Fiction
นิยายของ “ชาครียา” นามปากกาที่คุ้นเคยจากหนังสือที่เคยอ่านสมัยร้านเช่าหนังสือ และมีฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 อยู่กับเรามานาน ก่อนจะหายไปจากชั้นหนังสือ จนหลายปีต่อมาเจอฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ที่ร้านหนังสือลด 50% จึงซื้อกลับมาเก็บไว้อีกครั้ง เมื่อได้หยิบมาอ่านใหม่ หนังสือเล่มเดิมกลับให้ความรู้สึกต่างจากเมื่อก่อน ประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มขึ้นทำให้เราเข้าใจตัวละครและเรื่องราวในมุมที่เปลี่ยนไป เรื่องย่อ จอมขวัญ สาวออฟฟิศที่ถูกเลิกจ้างจากบริษัทโฆษณา ตัดสินใจคืนห้องเช่าและกลับบ้านเกิด เธอขอที่ดินของพ่อมาทำเกษตรผสมผสานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเริ่มต้นทำ* “สวนขวัญ” การกลับบ้านครั้งนี้พาเธอไปพบทั้งเรื่องงาน ความรัก มิตรภาพ และปริศนาในอดีต โดยเฉพาะ เขตรัฐ* เพื่อนรุ่นพี่ของพี่ชายที่เข้ามาช่วยเหลือเธอ แต่เบื้องหลังของเขายังมีเรื่องราวบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมในอดีต เรื่องราวค่อย ๆ คลี่คลายไปพร้อมกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของจอมขวัญ ก่อนจะจบลงแบบ Happy Ending ที่อ่านแล้วอิ่มเอมใจ ความรู้สึกหลังอ่าน สิ่งที่ติดอยู่ในใจเรามากที่สุดคือเรื่องของ “การกล้าตัดสินใจเปลี่ยนชีวิต” ยิ่งเมื่อรู้ว่า “ชาครียา” เองก็เคยลาออกจากงานประจำแล้วกลับไปทำไร่ทำสวน ก็ยิ่งรู้สึกว่านิยายเรื่องนี้มีความเป็นตัวคนเขียนอยู่ไม่น้อย เหมือนเราได้เห็นความคิดและประสบการณ์บางส่วนของเธอผ่านเรื่องราวของจอมขวัญ เรื่องของคนที่กล้าลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ สำนักพิมพ์: พิมพ์คำ พิมพ์ครั้งที่: 2 เดือนมีนาคม 2547 ราคา: 280 บาท ซื้อเมื่อ: ไม่ได้ระบุไว้
ลีโอ รอว์ลิ่งส์ · แปลโดย ปาริฉัตร เสมอแข
Biography · History · Memoir
อาทิตย์อุทัยดั่งสายฟ้า เป็นบันทึกความทรงจำของ ลีโอ รอว์ลิ่งส์ อดีตเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้เคยถูกเกณฑ์ไปทำงานสร้างทางรถไฟสายสยาม–พม่า หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีเพียงตัวอักษรบอกเล่าความทรงจำ หากยังมีภาพวาดที่ผู้เขียนบันทึกไว้ในระหว่างเป็นเชลยศึก ช่วยให้เหตุการณ์อันโหดร้ายในอดีตมีภาพและน้ำหนักมากขึ้น เรื่องราวในหนังสือ ลีโอ รอว์ลิ่งส์ เป็นนายทหารหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ที่เข้าร่วมสงครามด้วยความใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักวาดภาพสงคราม แต่เมื่อฝ่ายอังกฤษพ่ายแพ้ในสิงคโปร์ เขากลับกลายเป็นเชลยศึก และถูกส่งขึ้นเหนือพร้อมกับเชลยอีกจำนวนมาก เพื่อทำงานสร้างทางรถไฟตามคำสั่งของกองทัพญี่ปุ่น ชีวิตในค่ายเชลยเต็มไปด้วยความอดอยาก ความเจ็บป่วย การขาดแคลนยา อาหารที่ไม่เพียงพอ สภาพป่าเขตร้อนที่ไม่คุ้นเคย และแรงงานหนักเกินกำลัง คนที่อ่อนแอหรือป่วยไข้ก็ยังต้องออกไปทำงาน ขณะที่ผู้คนจำนวนมากค่อย ๆ ล้มตายลงจากโรคภัย ความเหน็ดเหนื่อย และความรุนแรง ท่ามกลางสถานการณ์นั้น รอว์ลิ่งส์ยังคงบันทึกสิ่งที่พบเห็นผ่านภาพวาด ด้วยดินสอ กระดาษ และสีจากธรรมชาติเท่าที่หาได้ ก่อนซ่อนผลงานเหล่านั้นไว้ตลอดช่วงเวลาที่ต้องโยกย้ายค่าย จนกระทั่งสงครามสิ้นสุดลง หลังได้รับอิสรภาพ เขาจึงตัดสินใจเขียนหนังสือเพื่ออธิบายเรื่องราวเบื้องหลังภาพวาดเหล่านั้น โดยตั้งใจให้เป็นบันทึกความจริงของเชลยศึก ไม่ใช่งานวรรณกรรมที่ผ่านการปรุงแต่ง ความเห็นหลังอ่าน หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วให้ความรู้สึกหดหู่ เพราะทั้งข้อความและภาพประกอบทำให้เห็นความทุกข์ทรมานของผู้คนอย่างใกล้ชิดเกินกว่าจะอ่านผ่านไปเฉย ๆ ได้ สิ่งที่สะเทือนใจคือ ผู้คนเหล่านั้นไม่ได้เผชิญเพียงความยากลำบากจากงานก่อสร้างในป่าเขา แต่ยังต้องรับมือกับโรคระบาด ความหิวโหย การขาดแคลนยา และการถูกปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม หลายคนต้องทำงานทั้งที่ร่างกายแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง และบางคนไม่ได้มีโอกาสกลับบ้านอีกเลย ภาพวาดของผู้เขียนมีพลังมาก เพราะเป็นหลักฐานจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จริง ไม่ได้เล่าจากการค้นคว้าย้อนหลังเพียงอย่างเดียว ทำให้ผู้อ่านเห็นว่าหลังทางรถไฟที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน มีชีวิต แรงงาน และความสูญเสียของผู้คนจำนวนมากซ่อนอยู่ หนังสือยังทำให้ย้อนคิดถึงธรรมชาติของสงคราม ไม่ว่าในยุคใด ผู้ที่รับผลจากสงครามอย่างหนักมักเป็นคนธรรมดา ผู้ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจเริ่มต้นความขัดแย้ง แต่ต้องสูญเสียบ้าน ครอบครัว สุขภาพ และชีวิตไปกับมัน อาทิตย์อุทัยดั่งสายฟ้า จึงไม่ใช่เพียงบันทึกสงครามหรือเรื่องราวของทางรถไฟสายมรณะ แต่เป็นคำยืนยันถึงคุณค่าของความทรงจำ และเป็นเสียงจากผู้รอดชีวิตที่ต้องการให้โลกไม่ลืมผู้ที่ไม่มีโอกาสได้กลับไปเล่าเรื่องของตนเอง เป็นหนังสือที่หนักและเศร้า แต่ควรค่าแก่การอ่าน เพื่อให้เราไม่มองสงครามเป็นเพียงเหตุการณ์ในตำรา หรือภาพไกลตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์จริง ๆ สำนักพิมพ์: ผีเสื้อ ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 2 ปกอ่อน มกราคม พ.ศ. 2552 ราคา: 297 บาท วันที่ซื้อ: 18 เมษายน พ.ศ. 2552 Note ภาพปก ใช้ AI จัดทำร่วมภาพปกหน้าและปกหลังไว้ในภาพเดียว
กลุ่มผดุงธรรม
Memoir · History
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจาก 14 ตุลาคม 2516 ในช่วงเวลานั้นเรายังเด็ก จึงไม่รู้และไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรั้วเหลืองแดง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาก็ค่อย ๆ เข้ามาให้ได้ยิน ทั้งเรื่องลิฟต์แดงที่ตึกศิลปศาสตร์ เรื่องเล่าจากรุ่นพี่ รวมถึงงานรำลึกที่มีการฉายภาพเหตุการณ์จริง ซึ่งตอนนั้นฉันยังไม่กล้าดู ยิ่งทำให้เกิดความอยากรู้ว่าในวันนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สิ่งที่ใช้เรียนรู้ในเวลานั้นคือ “หนังสือ” แต่ด้วยความรู้สึกทั้งกลัวทั้งอยากรู้ เราจึงเลือกอ่านในห้องสมุดมากกว่าจะซื้อมาเก็บไว้ จนเมื่อเรียนจบและมีประสบการณ์มากขึ้น ความคิดและการมองเรื่องราวต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไป จึงเริ่มซื้อหนังสือเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาเก็บไว้อ่าน และเล่มนี้ก็เป็นหนึ่งในหนังสือที่ซื้อจากงานครบรอบ 20 ปีของเหตุการณ์ หนังสือเล่มนี้รวบรวมจดหมายของอดีตจำเลยคดี 6 ตุลา 18 + 1 คน จดหมายจากเพื่อนร่วมคุก รวมถึงบทสัมภาษณ์บุคคลเหล่านั้นเมื่อเวลาผ่านไป 20 ปี และมีภาพเหตุการณ์ประกอบ ทำให้เราได้อ่านเรื่องราวจากมุมมองของคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริง สิ่งที่สะเทือนใจไม่ใช่เพียงภาพเหตุการณ์ แต่เป็นถ้อยคำในจดหมายของแต่ละคน เพราะทำให้เห็นทั้งความคิด ความหวาดกลัว ความเชื่อ และคำถามที่พวกเขามีต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น หนังสือจึงไม่ได้ทำให้เรารู้เพียงว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่ทำให้ได้คิดต่อว่า คนที่อยู่ในเหตุการณ์มองสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างไร สิ่งที่ได้จากการอ่านประวัติศาสตร์เรื่องนี้จึงไม่ใช่การหาคำตอบว่า “ใครถูกใครผิด” แต่เป็นการเตือนตัวเองว่า อย่าฟังความข้างเดียว คนเราสามารถมีความเชื่อที่แตกต่างกันได้ และอาจยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือเราควรเรียนรู้ที่จะเคารพความคิดและความเชื่อของผู้อื่น โดยไม่เอาความเชื่อของตัวเองไปตัดสินคนอื่น นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดจากหนังสือเล่มนี้ — ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อบอกว่าใครชนะหรือใครแพ้ แต่มีไว้ให้เราเรียนรู้จากอดีต และกลับมาทบทวนความคิด ความเชื่อ และการอยู่ร่วมกับคนที่คิดต่างจากเรา พิมพ์ครั้งที่: 9 เดือนกุมภาพันธ์ 2537 ราคา: 78 บาท ซื้อเมื่อ: 6 ตุลาคม 2539
หลุยส์ เซปุล์เบดา · แปลโดย สถาพร ทัพยศักดิ์
Self-help · Psychology · Philosophy
นางนวลกับมวลแมว ผู้สอนให้นกบิน เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่ผู้เขียนบอกว่าเหมาะสำหรับผู้อ่านอายุ 8–80 ปี และเมื่ออ่านจบแล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะแม้จะเป็นเรื่องราวของสัตว์และใช้ภาษาที่อ่านง่าย แต่กลับเต็มไปด้วยข้อคิดสำคัญเกี่ยวกับสัญญา ความรัก มิตรภาพ และการยอมรับความแตกต่าง เรื่องย่อ เรื่องเริ่มต้นจากนกนางนวลตัวหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุจากคราบน้ำมันในทะเล ก่อนสิ้นใจมันได้ฝากไข่ไว้กับ *ซอร์บาส แมวดำแห่งท่าเรือ พร้อมขอให้รับปากว่าจะทำสามสิ่ง คือ กกไข่ ฟักไข่ และสอนลูกนกให้บิน แมวซอร์บาสรับปาก แม้ภารกิจนี้จะเกินกำลังและผิดธรรมชาติของแมวอย่างยิ่ง เขาจึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนแมวตัวอื่น ๆ ในท่าเรือ เพื่อดูแลลูกนกนางนวลที่ฟักออกมาและตั้งชื่อว่า โชคดี *เหล่าแมวเลี้ยงดูโชคดีด้วยความรักและความเอ็นดู แม้จะผูกพันกันมากเพียงใด พวกมันก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนนกนางนวลให้กลายเป็นแมว เพราะรู้ดีว่าโชคดีต้องเติบโตและดำเนินชีวิตในแบบของนกนางนวล นั่นคือการโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ความเห็นหลังอ่าน หนังสือเล่มนี้มีเรื่องให้คิดมากกว่าที่คาดไว้ ตั้งแต่เรื่องของการรักษาสัญญา ความร่วมมือ ความรักและการดูแลสิ่งที่อ่อนแอกว่า ไปจนถึงการยอมรับว่าผู้ที่แตกต่างจากเราไม่จำเป็นต้องเหมือนเรา สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือเหล่าแมวรักโชคดีอย่างที่มันเป็น พวกมันไม่ได้รักเพราะอยากครอบครอง หรืออยากให้ลูกนกอยู่กับตนตลอดไป แต่รักมากพอที่จะยอมปล่อยให้มันบินไปตามธรรมชาติของตัวเอง หนังสือยังเสียดสีมนุษย์อย่างแหลมคมผ่านมุมมองของเหล่าแมว โดยชวนให้ย้อนคิดว่า มนุษย์ที่คิดว่าตนฉลาดกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นนั้น เข้าใจและให้เกียรติความแตกต่างมากเพียงใด แม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองที่ใช้ภาษาเดียวกัน บางครั้งก็ยังสื่อสารและเข้าใจกันได้ยาก นางนวลกับมวลแมว ผู้สอนให้นกบิน จึงไม่ใช่เพียงนิทานอบอุ่นเกี่ยวกับแมวกับนกนางนวล แต่เป็นเรื่องของความรักที่ไม่บังคับ ความรับผิดชอบต่อคำพูด และการเคารพคุณค่าของชีวิตที่แตกต่างจากเรา เป็นหนังสือเล่มเล็กที่อ่านจบแล้วอยากแนะนำต่อ และอยากชวนให้มนุษย์ทุกคนลองหันกลับมามองตนเองว่า เราเปิดใจยอมรับสิ่งที่แตกต่างจากเราได้มากพอแล้วหรือยัง สำนักพิมพ์: ผีเสื้อ ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ราคา: 98.50 บาท วันที่ซื้อ: 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ · แปลโดย ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
Memoir
ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ เป็นพระราชนิพนธ์ที่ทรงบันทึกเรื่องราวจากประสบการณ์การตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศทางราชการ โดยทรงพระราชนิพนธ์ย้อนหลังภายหลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปหลายปี พระราชนิพนธ์ฉบับนี้จัดพิมพ์ครั้งแรกเนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 3 รอบ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2511 และฉบับที่อ่านนี้เป็นการจัดพิมพ์ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2547 พร้อมภาพประกอบจากการเสด็จพระราชดำเนินจำนวนมาก ซึ่งช่วยให้เรื่องราวในหนังสือมีชีวิตชีวาและทำให้ผู้อ่านเห็นบรรยากาศของเหตุการณ์ในแต่ละช่วงเวลาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เรื่องราวการเสด็จพระราชดำเนิน จุดเริ่มต้นของเรื่องราวสำคัญอยู่ในปี พ.ศ. 2503 เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นเวลารวมประมาณ 7 เดือน ซึ่งก่อนหน้านั้นพระองค์แทบมิได้เสด็จออกนอกราชอาณาจักรเลยนับตั้งแต่เสด็จกลับมาประเทศไทยเมื่อพระชนมายุเพียง 19 พรรษา การเดินทางครั้งใหญ่ในปี 2503 จึงนับเป็นประสบการณ์ใหม่อย่างมาก ทั้งในด้านการเดินทาง การพบปะผู้คน และการปฏิบัติพระราชภารกิจในต่างประเทศ ประเทศแรกคือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งพระราชนิพนธ์ได้ถ่ายทอดทั้งบรรยากาศของการเดินทางและเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ทำให้เรื่องราวมีความเป็นมนุษย์และเข้าถึงง่าย ตัวอย่างหนึ่งคือเหตุการณ์บนเครื่องบินที่ต้องเผชิญกับอาการเมาเครื่องบินอย่างรุนแรง เป็นตอนที่อ่านแล้วอดยิ้มไม่ได้ เพราะสะท้อนให้เห็นพระอารมณ์ขันและความเป็นธรรมชาติของผู้เล่า หลังจากประทับอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือน จึงเสด็จต่อมายังยุโรป โดยมีประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นศูนย์กลาง ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศต่าง ๆ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมนี โปรตุเกส เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน อิตาลีและนครรัฐวาติกัน เบลเยียม ฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ และสเปน พระราชนิพนธ์ยังกล่าวถึงการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศในโอกาสต่อมา ได้แก่ ปากีสถาน มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน ฟิลิปปินส์ อิหร่าน รวมถึงสหรัฐอเมริกาและแคนาดา จนเป็นอันสิ้นสุดเรื่องราวการเดินทางที่ทรงนำมาเล่าสู่ผู้อ่านในหนังสือเล่มนี้ มากกว่าบันทึกการเดินทาง สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจ ไม่ใช่เพียงรายชื่อประเทศหรือสถานที่ที่เสด็จพระราชดำเนิน แต่เป็นการบันทึก “ผู้คน เหตุการณ์ และความรู้สึก” ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ทรงเล่าถึงพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระองค์เอง รวมถึงการพบปะผู้นำประเทศ พระราชวงศ์ เจ้าหน้าที่รัฐ สื่อมวลชน และประชาชนในประเทศต่าง ๆ การเสด็จพระราชดำเนินแต่ละครั้งจึงไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางเยือนต่างประเทศ แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในหลายระดับ ทั้งระหว่างพระราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชน ทำให้ผู้คนในต่างประเทศได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งที่ชอบมากคือการเล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยเฉพาะเรื่องข่าวลือเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการแต่งพระองค์ ซึ่งทรงตอบคำถามด้วยพระอารมณ์ขัน ทำให้เห็นพระอุปนิสัยที่ทรงมีไหวพริบและสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้อย่างเป็นธรรมชาติ ความเห็นหลังอ่าน หนังสือเล่มนี้มีคุณค่ามากกว่า “หนังสือบันทึกการเดินทาง” เพราะเป็นทั้ง บันทึกประวัติศาสตร์ บันทึกการทูต และบันทึกความทรงจำส่วนพระองค์ ที่ถ่ายทอดผ่านมุมมองของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จริง พระราชนิพนธ์ทำให้ภาพของการเสด็จพระราชดำเนินต่างประเทศมีมิติที่ลึกขึ้น จากเดิมที่อาจมองเห็นเพียงภาพของพระราชพิธีและการต้อนรับอย่างเป็นทางการ กลับได้เห็นเบื้องหลังของการเดินทาง เห็นความเหน็ดเหนื่อย ความกังวล อารมณ์ขัน และเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น ระหว่างทางการเดินทางในแต่ละครั้ง ที่ไม่ได้สะดวกสบายหรือปราศจากความเหน็ดเหนื่อยอย่างที่ภาพข่าวหรือภาพถ่ายในอดีตอาจทำให้เราเข้าใจ แต่เต็มไปด้วยพระราชภารกิจ ตารางเวลา การเดินทางระยะไกล การพบปะบุคคลจำนวนมาก รวมถึงสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ขณะอ่านอดไม่ได้ที่จะนึกถึงการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศและทำให้สยามเป็นที่รู้จักในเวทีระหว่างประเทศ การเสด็จพระราชดำเนินในหนังสือเล่มนี้ก็ทำให้เห็นภาพของประเทศไทยในอีกยุคหนึ่ง ซึ่งกำลังสร้างความสัมพันธ์กับโลกภายนอก และต้องอาศัยทั้งการทูต การสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน สิ่งที่ประทับใจที่สุดจึงไม่ใช่เพียงจำนวนประเทศที่เสด็จพระราชดำเนินไป แต่คือ ความหมายของการเดินทางเหล่านั้น ซึ่งมีส่วนช่วยให้คนต่างชาติได้รู้จักประเทศไทย และทำให้ประเทศไทยมีตัวตนที่ชัดเจนขึ้นในสายตาของประชาคมโลก หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือที่ทำให้เราได้ “เดินทางย้อนเวลา” ไปพร้อมกับเรื่องเล่าจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ และได้มองเห็นประวัติศาสตร์ผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ตำราเรียนอาจไม่ได้บันทึกไว้ เป็นหนังสือที่เมื่ออ่านจบแล้ว ไม่ได้เพียงรู้ว่า “เสด็จไปที่ไหนบ้าง” แต่ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า เหตุใดการเดินทางเหล่านั้นจึงมีความสำคัญต่อประเทศไทย และเหนือสิ่งอื่นใด หนังสือเล่มนี้ทำให้รู้สึกซาบซึ้งในพระราชกรณียกิจและพระวิริยะอุตสาหะของทั้งสองพระองค์ในการทรงปฏิบัติพระราชภารกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 2 จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม 2547 ราคา: 365 บาท วันที่ซื้อ: 17 กันยายน 2547
สหรัฐ เจตมโนรมย์
Memoir · Spirituality · Self-help
ห้าวันที่ฉันตื่นกับติช นัท ฮันห์ เป็นหนังสือที่เลือกหยิบมาอ่านในช่วงเวลาที่อยากหาสิ่งมาช่วยบำรุงสติ แม้จะเคยได้ยินชื่อของ ติช นัท ฮันห์ พระภิกษุชาวเวียดนามผู้เป็นที่รู้จักด้านแนวทางการเจริญสติอยู่บ้าง แต่ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยอ่านประวัติหรือศึกษางานของท่านอย่างจริงจัง สิ่งที่ทำให้สนใจหนังสือเล่มนี้ คือความรู้สึกว่าแนวทางปฏิบัติของท่านน่าจะเป็นสิ่งที่คนธรรมดานำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ต้องเป็นเรื่องซับซ้อนหรือไกลตัวเกินไป เนื้อหาและเรื่องราวในหนังสือ หนังสือเล่าประสบการณ์ของ *สหรัฐ เจตมโนรมย์ ผู้เขียน ซึ่งได้เข้าร่วมการภาวนาตามแนวทางของหมู่บ้านพลัม อันเป็นชุมชนปฏิบัติธรรมที่ติช นัท ฮันห์ก่อตั้งขึ้น ก่อนเข้าร่วม ผู้เขียนเคยทำความรู้จักกับแนวคิดของท่านผ่านหนังสือ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ มาก่อน แต่สำหรับผู้อ่านที่ยังไม่คุ้นเคยกับแนวทางนี้ หนังสือก็ยังอ่านได้ไม่ยาก เพราะผู้เขียนค่อย ๆ บอกเล่าเหตุการณ์และกิจกรรมตลอดระยะเวลาห้าวัน ทำให้ผู้อ่านได้เรียนรู้วิธีภาวนาไปพร้อมกันทีละขั้น แนวทางสำคัญของหมู่บ้านพลัม* คือการกลับมาอยู่กับลมหายใจและปัจจุบันขณะ เช่น เมื่อได้ยินเสียงระฆัง ทุกคนจะหยุดสิ่งที่กำลังทำ หยุดการพูด หยุดความคิด แล้วกลับมารับรู้ลมหายใจเข้าและออกของตนเอง ความเห็นหลังอ่าน สิ่งที่ชอบในหนังสือเล่มนี้คือ ความเรียบง่ายของวิธีปฏิบัติ การเจริญสติไม่ได้ถูกทำให้เป็นเรื่องยากหรือเฉพาะสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้น แต่เริ่มได้จากการรู้ตัวว่ากำลังหายใจ อยู่กับสิ่งที่ทำ และไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งไปกับเรื่องในอดีตหรือความกังวลถึงอนาคต เมื่ออ่านจบและค่อย ๆ ทบทวนตาม ก็รู้สึกว่านี่เป็นวิธีที่ทำได้จริง จึงลองนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันด้วยการตั้งโปรแกรมเสียงระฆังของหมู่บ้านพลัมไว้ในคอมพิวเตอร์ที่ทำงานและโน้ตบุ๊กที่บ้าน ทุกหนึ่งชั่วโมง เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น ก็หยุดพักประมาณห้านาทีเพื่อกลับมาพิจารณาลมหายใจของตนเอง แม้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่การหยุดเช่นนี้ช่วยเตือนให้ไม่เผลอไหลไปตามอารมณ์ ความเร่งรีบ หรือความวุ่นวายของคนรอบข้างมากเกินไป ห้าวันที่ฉันตื่นกับติช นัท ฮันห์ จึงเป็นหนังสือธรรมะที่อ่านง่าย และเหมาะกับคนที่อยากเริ่มต้นฝึกสติจากชีวิตประจำวัน เพราะความสงบอาจไม่ได้เกิดจากการหนีไปอยู่ไกลจากความวุ่นวาย แต่อาจเริ่มขึ้นได้ในทุกครั้งที่เราหยุด และกลับมาอยู่กับลมหายใจของตัวเอง สำนักพิมพ์: อมรินทร์ธรรมะ ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ราคา: 159 บาท วันที่ซื้อ: 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
สแตนลีย์ เหยี่ยน · แปลโดย อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี
Biography · Memoir · Business
เพราะทำจึงสำเร็จ เป็นหนังสือที่หยิบมาอ่านในช่วงเวลาที่การทำงานกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงภายในทั้งเปลี่ยนหัวหน้างานและผู้บริหารสูงสุดขององค์กร การเปลี่ยนคนที่มีอำนาจตัดสินใจย่อมทำให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างสิ่งเดิมกับสิ่งใหม่ และอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า หลักการบริหารจัดการที่ผู้บริหารแต่ละคนยึดถือนั้นแตกต่างกันอย่างไร ด้วยเหตุนี้ จากที่อ่านนวนิยายจึงเริ่มเปลี่ยนไปสู่หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจ การบริหาร และการทำงาน โดยเลือกอ่านรูปแบบเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิต มากกว่าหนังสือวิชาการที่หนักเกินไป และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนึ่งในเล่มที่อ่านง่ายและให้ข้อคิดได้ดี เรื่องย่อ หนังสือเล่าประวัติชีวิตการทำงานของ สแตนลีย์ เหยี่ยน นักบริหารชาวไต้หวัน ผู้เริ่มต้นทำงานจากตำแหน่งเด็กส่งเอกสารในบริษัทอเมริกันเอ็กซ์เพรสเมื่ออายุ 23 ปี แม้เขาจะจบการศึกษาเพียงระดับมัธยมปลาย แต่ด้วยความตั้งใจเรียนรู้ พร้อมรับผิดชอบงานทุกประเภท และไม่ปฏิเสธโอกาสที่เข้ามา เขาจึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว กระทั่งอายุ 28 ปีได้เป็นผู้จัดการใหญ่ของบริษัทอเมริกันเอ็กซ์เพรส และเมื่ออายุ 32 ปีได้ก้าวขึ้นเป็นประธานกรรมการบริหารของโรงแรมหรูชั้นนำแห่งหนึ่งในไต้หวัน จากเรื่องราวในวันที่เป็นลูกน้อง สแตนลีย์ เหยี่ยนค่อย ๆ ถ่ายทอดแนวทางการทำงาน การพัฒนาตนเอง การมองหาโอกาส ตลอดจนหลักการบริหารคนและธุรกิจในวันที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูง หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลในไต้หวันต่อเนื่องหลายปี ทั้งรางวัลหนังสือทองคำสาขาชีวประวัติ และรางวัล Kingstone ในหมวดบริหารธุรกิจ เศรษฐกิจ และการตลาด ความเห็นหลังอ่าน สิ่งที่น่าสนใจของหนังสือคือทำให้ผู้อ่านในฐานะพนักงานเริ่มเข้าใจมุมมองของผู้บริหารมากขึ้น โดยเฉพาะผู้บริหารมืออาชีพที่ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการเอง แต่ต้องรับผิดชอบทั้งผลประกอบการ ความคาดหวังของผู้ถือหุ้น และการนำพาองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า ขณะเดียวกัน หนังสือก็ทำให้ย้อนกลับมาคิดถึงวิธีที่ผู้บริหารปฏิบัติต่อพนักงาน เพราะการบริหารที่ได้ผลในเชิงตัวเลขอาจไม่ใช่การบริหารที่ได้ใจคนทำงานเสมอไป แนวคิดของสแตนลีย์ เหยี่ยนจึงน่าสนใจตรงการให้ความสำคัญกับคน เปิดโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้ และมองว่าความสำเร็จขององค์กรต้องเติบโตไปพร้อมกับความสามารถของบุคลากร แน่นอนว่าผู้บริหารแบบสแตนลีย์ เหยี่ยนอาจดูเป็นอุดมคติในโลกการทำงานจริง แต่หลักคิดหลายอย่างยังนำมาปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดในฐานะลูกน้อง หรือการเป็นหัวหน้างานที่เข้าใจและเห็นคุณค่าของทีม เพราะทำจึงสำเร็จ เหมาะกับคนวัยทำงานทั้งในฐานะพนักงาน หัวหน้างาน และผู้บริหาร เพราะชวนให้มองเห็นว่า ความก้าวหน้าไม่ได้เกิดจากตำแหน่งหรือวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความรับผิดชอบ ความตั้งใจเรียนรู้ และการลงมือทำอย่างไม่หยุดนิ่ง สำนักพิมพ์: อมรินทร์ HOW TO ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ราคา: 179 บาท วันที่ซื้อ: 6 มีนาคม พ.ศ. 2552
ว. วินิจฉัยกุล
Fiction
น้ำใสใจจริง เป็นนวนิยายชีวิตนักศึกษาที่เลือกซื้อมาเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเองในปีนั้น น่าจะเพราะคำโปรยปกที่กล่าวถึงมิตรภาพ ความเอื้ออาทร และน้ำใจระหว่างเพื่อนอย่างอบอุ่น แม้ไม่เคยติดตามเรื่องนี้ขณะลงเป็นตอนในนิตยสาร สกุลไทย ช่วง พ.ศ. 2535 มาก่อน แต่ด้วยความอยากรู้ว่าชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอื่นจะเป็นอย่างไร จึงตัดสินใจหยิบมาอ่าน เรื่องย่อ เรื่องราวกล่าวถึงกลุ่มหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งมาจากภูมิหลังและมีจุดหมายชีวิตต่างกัน แต่ต้องมาใช้ชีวิต เรียนรู้ และเติบโตไปด้วยกัน ท่ามกลางการผจญภัย เรื่องสนุก ความรัก ความเข้าใจผิด และความเปลี่ยนแปลงของวัยหนุ่มสาว สิ่งที่หล่อเลี้ยงให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้คือมิตรภาพอันบริสุทธิ์ หรือ “น้ำมิตร” ที่คอยเติมพลังให้กันในวันที่เหนื่อยล้า ผู้เขียนพาผู้อ่านไปเห็นบรรยากาศชีวิตนักศึกษาในยุคเริ่มต้นของมหาวิทยาลัย ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน การพักอาศัย การทำกิจกรรม และการค้นหาทิศทางชีวิตของตนเอง ก่อนที่แต่ละคนจะต้องก้าวไปสู่อนาคตในเส้นทางที่ต่างกัน ความเห็นหลังอ่าน แม้จะเป็นเรื่องราวชีวิตนักศึกษาเหมือนกัน แต่บริบทในนิยายแตกต่างจากประสบการณ์ของตัวเองสมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะเรียนที่ศูนย์รังสิต ต่างทั้งยุคสมัย สภาพแวดล้อม และรูปแบบการใช้ชีวิต ทำให้การอ่านเป็นเหมือนการได้เปิดหน้าต่างไปเห็นโลกอีกแบบหนึ่ง ชีวิตนักศึกษาของเราเป็นการเดินทางไปกลับด้วยรถไฟและรถเมล์ มีทั้งวันที่เหนื่อยและหลับระหว่างทาง มากกว่าการใช้ชีวิตกับเพื่อนในหอพักแบบตัวละครในนิยาย แต่ความแตกต่างนี้เองที่ทำให้ น้ำใสใจจริง อ่านสนุก เพราะหนังสือพาไปสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เคยมี ได้เห็นมิตรภาพ การผจญภัย และความผูกพันของคนวัยเดียวกันผ่านตัวอักษร นวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวความรักของหนุ่มสาว หากยังให้ความสำคัญกับความเป็นเพื่อน ความเอื้ออาทร และการยืนอยู่ข้างกันในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต สมกับชื่อ น้ำใสใจจริง ที่เปรียบมิตรภาพเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจให้ไม่เหี่ยวแห้งไปตามวันเวลา นี่อาจเป็นเสน่ห์ของนิยายที่ทำให้อ่านเท่าไรก็ไม่เบื่อ เพราะทุกครั้งที่เปิดอ่าน เราไม่ได้เพียงตามเรื่องของตัวละคร แต่ยังได้เดินทางไปพบชีวิตและโลกอีกแบบที่อาจไม่มีโอกาสสัมผัสด้วยตนเอง สำนักพิมพ์: ดอกหญ้า ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 ราคา: 135 บาท วันที่ซื้อ: 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2539
จางเต๋อเฟิน · แปลโดย อนุรัิกษ์ กิจไพบูลทวี
Self-help
ความสุขไม่ได้หาย...แค่หาให้เจอ เป็นหนังสือแนวพัฒนาตนเองที่นำเสนอการค้นหาความสุขผ่านเรื่องเล่าของตัวละคร ใช้ภาษาที่อ่านง่าย แม้เนื้อหาในแก่นแท้จะอิงกับหลักธรรมและการสำรวจจิตใจอย่างลึกซึ้ง แต่ไม่ได้อธิบายด้วยศัพท์ธรรมะที่เคร่งขรึมหรือเข้าใจยาก เรื่องย่อ นางเอกของเรื่องคือ *หลี่รั่วหลิง หญิงสาวที่ดูเพียบพร้อมจากสายตาคนภายนอก ทั้งสวย ร่ำรวย เก่ง และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ภายในใจกลับไม่เคยรู้สึกถึงความรัก ความสุข หรือความสงบอย่างแท้จริง คืนหนึ่ง รั่วหลิงได้พบกับผู้เฒ่าผู้ทรงปัญญา ซึ่งตั้งคำถามเรียบง่ายแต่สะกิดใจว่า “คุณเป็นใคร” * จากนั้นเธอจึงกลับไปพบผู้เฒ่าอยู่เสมอ และเริ่มเดินทางสำรวจบาดแผล ความกลัว ความยึดติด และหลุมลึกภายในใจของตนเองทีละน้อย จนค่อย ๆ เข้าใจตัวตนที่แท้จริง และค้นพบว่าความสุขไม่เคยหายไปไหน หากยังอยู่ภายในใจ เพียงแต่ถูกบดบังด้วยความคิด ความกังวล และภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้น ความเห็นหลังอ่าน หนังสือเล่มนี้ให้ความรู้สึกใกล้ตัว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่งานและสถานะในหน้าที่การงานอาจทำให้เกิดความเครียด จนต้องย้อนถามตนเองว่า เหตุใดเราจึงปล่อยให้เรื่องงานกระทบใจได้มากขนาดนั้น คำตอบหนึ่งที่หนังสือช่วยสะกิดคือ เรามักยึดติดกับภาพลักษณ์ การยอมรับจากผู้อื่น หรือสถานะทางสังคมมากเกินไป เมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ใจก็จึงทุกข์และวุ่นวาย สิ่งที่ชอบคือหนังสือไม่ได้บอกให้ละทิ้งทุกอย่างหรือหนีปัญหา แต่ชวนให้ค่อย ๆ ถอยออกมามองสถานการณ์อย่างมีสติ เมื่อไม่ผูกตัวเองติดอยู่กับปัญหาจนเกินไป เราอาจมองเห็นทั้งต้นเหตุและทางออกได้ชัดขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดไปแล้วไม่อาจย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนสิ่งที่ยังมาไม่ถึงก็ไม่ควรนำมาวิตกกังวลจนเกินจำเป็น สิ่งที่ทำได้คืออยู่กับปัจจุบัน ใช้สติรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น และเลือกตอบสนองต่อมันอย่างเหมาะสม แม้แนวคิดหลายอย่างจะมีกลิ่นอายของจิตวิทยาตะวันตก แต่การเล่าผ่านตัวละครและบริบทแบบตะวันออกทำให้เข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น อีกทั้งเชิงอรรถท้ายเล่มยังแนะนำหนังสือสำหรับผู้อ่านที่อยากศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ต่อไป ความสุขไม่ได้หาย...แค่หาให้เจอ เป็นหนังสืออีกเล่มที่อยากแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้อ่าน เพราะบางครั้งความสุขอาจไม่ได้อยู่ไกลหรือรอให้ใครนำมาให้ เราเพียงต้องหยุด มองกลับเข้ามาข้างใน และค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะรักษามันไว้ด้วยตัวเอง สำนักพิมพ์: อมรินทร์ HOW-TO ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 ราคา: 219 บาท วันที่ซื้อ: 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ประยอม ซองทอง
Poetry
สุดสงวน เป็นรวมบทกลอนของ ประยอม ซองทอง (1 มกราคม พ.ศ. 2477 - 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564) กวีผู้เป็นที่รู้จักในแวดวงวรรณศิลป์ และอดีตนายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ชื่อของท่านเป็นชื่อที่คุ้นเคยสำหรับผู้ติดตามเวทีสักวาและข่าวคราวในวงการกวีมาโดยตลอด หนังสือฉบับสำนักพิมพ์ต้นอ้อเล่มนี้จัดพิมพ์ห่างจากฉบับรวมเล่มครั้งแรกเกือบ 20 ปี การกลับมาตีพิมพ์อีกครั้งจึงน่าจะเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณค่าของงาน และเมื่อได้อ่านก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริง เนื้อหาและลักษณะของบทกลอน บทกลอนในเล่มประพันธ์ขึ้นในช่วง พ.ศ. 2500–2531 ถ่ายทอดทั้งเรื่องชีวิต สังคม ความรู้สึก และบรรยากาศของแต่ละยุคสมัยผ่านภาษากลอนที่ละเมียดละไม โดยในคำนำ ผู้เขียนกล่าวถึงคุณสมบัติของร้อยกรองที่ดีไว้ว่า ควรถูกต้องตามฉันทลักษณ์ มีใจความโดดเด่น ใช้ถ้อยคำประณีตเหมาะกับเนื้อหาและอารมณ์ รวมถึงมีสำนวนโวหารที่ลึกซึ้งกินใจ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ปรากฏอยู่ในบทกลอนตลอดทั้งเล่ม อุชเชนี ผู้เขียน กราวพากย์ เคยกล่าวถึงกลอนของประยอม ซองทองว่าเป็นกลอนตามแบบฉบับสุนทรภู่ มีความ “นุ่มสนิทเหมือนละมุมเมฆที่ล่องรื่นกลางแรงลม” ซึ่งเป็นคำอธิบายที่เห็นภาพและเหมาะกับงานชุดนี้อย่างยิ่ง ภาคผนวกท้ายเล่มยังรวบรวมบทบันทึกรายการวิทยุ ว.ป.ถ. 1 ที่กล่าวถึงงานของประยอม ซองทอง บทสัมภาษณ์จากนิตยสาร แพรว บทกลอนแปลเป็นภาษาอังกฤษ 2 เรื่อง และภาษาจีน 1 เรื่อง รวมทั้งประวัติผู้เขียนไว้อย่างครบถ้วน ความเห็นหลังอ่าน สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือความไพเราะของกลอนที่มีความถูกต้องตามแบบแผน แต่ไม่แข็งหรือห่างไกลจากผู้อ่าน ถ้อยคำมีจังหวะ มีชีวิต และถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ บทกลอนใน สุดสงวน ไม่ได้มีเพียงความงามทางภาษา หากยังบันทึกภาพของผู้คน สังคม และความรู้สึกในห้วงเวลาต่าง ๆ ไว้ด้วย จึงอ่านได้ทั้งเพื่อความรื่นรมย์และเพื่อสัมผัสมุมมองของกวีที่มีต่อโลก แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ความละเมียดละไมของบทกวียังคงมีคุณค่าอยู่เสมอ งานของประยอม ซองทองจึงเป็นอีกเล่มที่เหมาะสำหรับคนรักกลอนไทย และผู้อ่านที่อยากพักจากงานเขียนเร่งรีบ เพื่อค่อย ๆ ลอยไปตามครรลองของถ้อยคำงาม ๆ สำนักพิมพ์: ต้นอ้อ ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2532 ราคา: 70 บาท
แมตต์ เฮก (Matt Haig)
Fiction
อ่านสนุก ได้เห็นมุมงงๆ ของมนุษย์อย่างพวกเรา ขำๆ แต่แอบซึ้งนะ
หนู่หวางปู่ไจ้เจี่ย · แปลโดย ห้องสมุด
Fiction · Romance
เปิดเรื่องมานางเอกเลี้ยงลูกเองเพราะพลัดพลงกับพระเอก มีลูกชาย ลูกสาว สะใภ้ครบ อ่านได้ยาว ๆ นางเอกเก่งมาก สอนลูกดี ภายนอกดูแข็ง ๆ แต่จริง ๆ เป็นคนละเอียดอ่อน เหมือนได้ศึกษาชีวิตของครอบครัวนึง
โรเบิร์ต เบอโรลด์ · แปลโดย คำเมือง
Memoir
“หนึ่งปีของการใช้ตะเกียบแทนมีดกับส้อมของโรเบิร์ต เบอโรลด์ อาจารย์ฝรั่งที่พาตัวเองข้ามโลกมาสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยแถวหน้าของประเทศจีน” Good Morning เหล่าซือ เป็นหนังสือที่หยิบวางอยู่หลายครั้งกว่าจะตัดสินใจซื้อ และหลังจากซื้อแล้วก็ถูกวางบ่มอยู่บนชั้นหนังสือพักใหญ่ จนได้หยิบลงมาอ่านในคืนที่นอนไม่หลับ แต่เมื่อเริ่มอ่านแล้วก็พบว่าเป็นหนังสือที่ทั้งสนุก ให้ความรู้ และชวนมองประเทศจีนผ่านสายตาที่ต่างออกไป เนื้อหาและเรื่องราวในหนังสือ โรเบิร์ต เบอโรลด์ เป็นเจ้าของภาษาอังกฤษจากแอฟริกาใต้ ได้รับการว่าจ้างจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงให้มาสอนวิชาการเขียนภาษาอังกฤษแก่คณะนานาชาติศึกษา เขาใช้ชีวิต กิน อยู่ และสอนหนังสือภายในมหาวิทยาลัยจีนตลอดระยะเวลา 1 ปีตามสัญญา หนังสือบอกเล่าประสบการณ์ของอาจารย์ชาวตะวันตกที่ต้องปรับตัวกับชีวิตในต่างวัฒนธรรม ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างการใช้ตะเกียบแทนมีดและส้อม ไปจนถึงการเดินทางออกจากเมืองใหญ่เพื่อเห็นชีวิตในพื้นที่ชนบทของจีน สิ่งที่ทำให้หนังสือมีเสน่ห์มากขึ้นคือผู้เขียนนำ *“การบ้าน”* และงานเขียนของนักศึกษามาสอดแทรกไว้ในเรื่อง ผู้อ่านจึงไม่ได้เห็นเพียงมุมมองของอาจารย์ต่างชาติ แต่ยังได้รู้จักความคิด ความฝัน วัฒนธรรม และชีวิตของนักศึกษาจีนผ่านถ้อยคำของพวกเขาเอง ความเห็นหลังอ่าน หนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นวิธีแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างครูกับนักเรียนที่น่าสนใจ อาจารย์โรเบิร์ตไม่ได้เป็นเพียงผู้สอนภาษาอังกฤษ แต่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็น ติดต่อพูดคุยผ่านอีเมล และสะท้อนอย่างตรงไปตรงมาว่าวิธีสอนแบบใดที่พวกเขาชอบหรือไม่ชอบ พร้อมบอกเหตุผล วิธีการเช่นนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนดูใกล้ชิดและเป็นกันเอง นักเรียนมีความกล้าที่จะสื่อสาร ขณะที่ครูก็พร้อมเรียนรู้จากนักเรียนเช่นกัน ความเป็นเพื่อนและความใกล้เคียงกันทางวัยวุฒิจึงช่วยลดช่องว่าง และทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างกันได้ดี นอกจากความสนุกจากเรื่องเล่าชีวิตประจำวันและภาษาอังกฤษแบบจีน ๆ แล้ว หนังสือยังทำให้เห็นความคาดหวังของครอบครัวจีนที่มีต่อลูกหลาน นักศึกษาหลายคนตั้งใจเรียนเพื่อให้เรียนจบ มีอาชีพมั่นคง สร้างฐานะ และดูแลครอบครัวต่อไป ความหวังเช่นนี้ชวนให้นึกถึงพ่อแม่ชาวไทยไม่น้อย เพียงแต่นักศึกษาจีนในเรื่องดูจะยอมรับความคาดหวังนั้นด้วยความตั้งใจอย่างจริงจัง ผู้เขียนเองก็ไม่ได้มาอยู่จีนในฐานะผู้สังเกตการณ์เท่านั้น แต่เปิดใจเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม และชีวิตของผู้คนรอบตัว จนสามารถร่วมสร้างสรรค์งานกับนักเขียนชาวจีน โดยช่วยแปลบทกวีจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษ Good Morning เหล่าซือ จึงเป็นหนังสือบันทึกประสบการณ์ต่างแดนที่อ่านเพลิน ได้ทั้งอารมณ์ขันและมุมมองต่อการศึกษา วัฒนธรรมจีน และความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน สำนักพิมพ์: สันสกฤต ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2551 ราคา: 300 บาท วันที่ซื้อ: 6 กันยายน พ.ศ. 2551
กุนจิ นานาเอะ
Fiction · Children's
“มิตรภาพอันอบอุ่นสดใสระหว่างคนตาบอดกับสุนัขนำทาง หนังสือยอดนิยมจากชีวิตจริง ที่เรียกรอยยิ้มและน้ำตาจากนักอ่านทุกวัย” หางของเบอร์นา เป็นหนังสือจากเรื่องจริงที่อ่านจบแล้วทั้งซาบซึ้ง เศร้าใจ และทึ่งไปพร้อมกัน เป็นเรื่องของความผูกพันระหว่างหญิงตาบอดคนหนึ่งกับสุนัขนำทางผู้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ช่วยในการเดินทาง หากยังเป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว เรื่องย่อ *กุนจิ นานาเอะ สูญเสียการมองเห็นอย่างสิ้นเชิงเมื่ออายุ 27 ปี แม้เธอจะแต่งงานกับชายผู้พิการทางสายตาเช่นกัน แต่ทั้งคู่ยังมีความฝันอยากมีลูกด้วยกัน ปัญหาคือสามีของเธอใช้ไม้เท้าในการเดินทาง ขณะที่นานาเอะเองก็เพิ่งสูญเสียการมองเห็นและยังปรับตัวกับชีวิตใหม่ได้ไม่เต็มที่ การจะเลี้ยงดูลูกเล็กเพียงลำพังจึงเป็นเรื่องยากยิ่ง และทั้ง ๆ ที่นานาเอะเคยกลัวและไม่ชอบสุนัขจากประสบการณ์ในวัยเด็ก เธอกลับตัดสินใจรับ เบอร์นา* สุนัขจูงคนตาบอดเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกัน เบอร์นาจึงกลายเป็นเสมือนลูกสาวคนโตของครอบครัวกุนจิ ผู้เขียนดำเนินเรื่องตั้งแต่ช่วงการฝึก การปรับตัวเข้าหากัน การเดินทาง การช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการที่เบอร์นามีส่วนร่วมในการดูแลลูกของครอบครัวตลอดเวลา 13 ปี ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดำเนินไปด้วยความไว้วางใจ การพึ่งพา และความรัก จนกระทั่งถึงวันที่เบอร์นาต้องจากไปตามวัย ความเห็นหลังอ่าน เสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่ความจริงใจและความอบอุ่นของเรื่องเล่า นานาเอะไม่ได้เพียงเล่าว่าสุนัขนำทางช่วยคนตาบอดเดินทางได้อย่างไร แต่ทำให้เห็นว่าการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสุนัขต้องอาศัยการเรียนรู้ การสื่อสาร และความเข้าใจซึ่งกันและกันมากเพียงใด อ่านแล้วซึ้งกับความผูกพันระหว่างนานาเอะและเบอร์นา เศร้าในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญการจากลา และทึ่งในความสามารถ ความซื่อสัตย์ รวมถึงวินัยในการทำหน้าที่ของสุนัขตัวหนึ่ง เบอร์นาไม่ใช่เพียงสัตว์เลี้ยงหรือเครื่องมือช่วยเหลือ หากเป็นเพื่อนร่วมชีวิตที่คอยมอบอิสระและความมั่นใจให้เจ้าของ อีกประเด็นที่น่าสนใจคือภาพของสังคมญี่ปุ่นต่อผู้พิการทางสายตา แม้ในระยะแรกจะยังมีข้อจำกัดและความไม่เข้าใจ คนทั่วไปจำนวนไม่น้อยไม่ยอมรับให้สุนัขนำทางเข้าไปในสถานที่ต่าง ๆ แต่นานาเอะอดทนพูดคุย อธิบาย และทำให้ผู้คนเห็นว่าสุนัขนำทางมีความสำคัญต่อชีวิตคนตาบอดอย่างไร เธอพาเบอร์นาไปส่งลูกถึงห้องเรียน พาเข้าสถานที่สาธารณะ และแม้เมื่อเบอร์นาแก่จนทำหน้าที่นำทางได้ไม่เหมือนเดิม นานาเอะก็ยังเลือกดูแลและอยู่เคียงข้างสุนัขผู้เคยดูแลเธอมาตลอด ความสัมพันธ์นี้จึงไม่ได้ตั้งอยู่บนประโยชน์ฝ่ายเดียว แต่เป็นความรักและความรับผิดชอบที่มีต่อกันจนถึงที่สุด ชื่อเรื่อง หางของเบอร์นา มีความหมายอย่างน่ารัก เพราะเบอร์นาแสดงอารมณ์และความรู้สึกผ่านการกระดิกหาง นานาเอะซึ่งมองไม่เห็นจึงรับรู้ได้จากสัมผัส เสียง และจังหวะการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ นั้นเอง หางของเบอร์นา จึงเป็นหนังสือที่ให้ทั้งความประทับใจและความเข้าใจต่อชีวิตของผู้พิการทางสายตา รวมถึงบทเรียนเรื่องความไว้วางใจ มิตรภาพ และการตอบแทนความรัก เหมาะสำหรับคนรักสุนัข และผู้อ่านที่อยากสัมผัสเรื่องจริงอบอุ่นหัวใจสักเรื่องหนึ่ง สำนักพิมพ์: JBook ในเครือ Bliss
Diane Setterfield · แปลโดย ศศมาภา
Fiction · Suspense
นิยายที่หายไป เป็นหนังสือที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ทั้งภาพปกหน้าและคำโปรยปกหลังชวนให้อยากรู้ถึงอดีตลึกลับของนักเขียนนวนิยายชื่อดังผู้หนึ่ง ซื้อมาอ่านเมื่อมีคนบอกว่านางเอกของเรื่องมีชีวิตความเป็นอยู่คล้ายกันกับตัวเรา และเมื่อได้อ่าน ก็พบว่านี่เป็นนิยายที่เหมาะกับคนรักหนังสือไม่น้อย เพราะเรื่องราวเริ่มต้นจากร้านหนังสือเก่า กองหนังสือ และผู้หญิงคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมากับการอ่าน ก่อนจะกลายเป็นผู้เขียนชีวประวัติของผู้อื่น เรื่องย่อ *มาร์กาเรต ลีอา เป็นบุตรสาวเจ้าของร้านหนังสือเก่า เธอเติบโตท่ามกลางหนังสือและได้รับความรักความเอาใจใส่จากบิดา จากผู้อ่านผู้หลงใหลในเรื่องเล่า มาร์กาเรตก้าวมาทำงานเป็นนักเขียนชีวประวัติของนักเขียนที่ล่วงลับไปแล้ว วันหนึ่ง เธอได้รับจดหมายเชิญจาก วีดา วินเทอร์ นักเขียนนวนิยายชื่อดังผู้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ วีดามีชื่อเสียงจากผลงานของตน แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยเล่าเรื่องชีวิตจริงในการให้สัมภาษณ์เลย แต่กลับแต่งเรื่องราวหลากหลายแบบขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงคำถามเกี่ยวกับอดีต เมื่ออายุมากและสุขภาพถดถอย วีดาตัดสินใจเลือกมาร์กาเรตให้เป็นผู้บันทึกเรื่องราวชีวิตของเธอเป็นครั้งแรก และยืนยันว่าครั้งนี้คือเรื่องจริงที่มีทั้งจุดเริ่มต้น จุดกลาง และบทสรุปอย่างสมบูรณ์ อดีตของวีดาเริ่มเปิดออกผ่านเรื่องราวของครอบครัวแองเกิลฟิลด์ ความลับ ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และเหตุการณ์ที่ถูกปกปิดมายาวนาน ขณะเดียวกัน มาร์กาเรตเองก็ต้องเผชิญกับบาดแผลและคำถามในชีวิตของตนเองไปพร้อมกัน ส่วน “นิทานเรื่องที่สิบสาม” *ที่หายไปจากหนังสือเล่มแรกของวีดา วินเทอร์นั้น คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความจริงทั้งหมด ความเห็นหลังอ่าน หนังสืออาจไม่ถึงกับเป็นประเภทที่อ่านรวดเดียวจนวางไม่ลงตามคำโฆษณา แต่มีแรงดึงดูดให้ติดตามต่อไปเรื่อย ๆ เพราะอยากรู้ว่าชีวิตที่แท้จริงของวีดา วินเทอร์เป็นอย่างไร และความลับที่เธอปกปิดไว้เกี่ยวข้องกับ “นิยายเรื่องที่สิบสาม” อย่างไร ผู้เขียนเล่าเรื่องโดยสลับระหว่างอดีตของวีดาและปัจจุบันของมาร์กาเรตได้อย่างน่าสนใจ จังหวะของเรื่องให้ความรู้สึกคล้ายงานเขียนรุ่นเก่า ที่ค่อย ๆ บรรยายฉาก บรรยากาศ และความคิดของตัวละคร แตกต่างจากนิยายร่วมสมัยหลายเรื่องที่ดำเนินฉับไวราวกับบทละคร สิ่งที่น่าชอบอีกอย่างคือบรรยากาศของคนรักหนังสือ มาร์กาเรตเติบโตขึ้นในร้านหนังสือเก่า ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกองหนังสือ และพยายามเขียนงานของตนเอง ภาพเหล่านี้ชวนให้นึกถึงชีวิตของคนที่รักการอ่านไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่มีหนังสือกองเต็มห้องและยังไม่ยอมจัดให้เรียบร้อยเสียทีอย่างเรานั่นเอง นิยายที่หายไป เป็นนิยายลึกลับที่ไม่ได้อาศัยความตื่นเต้นฉับพลัน แต่ค่อย ๆ พาผู้อ่านเดินเข้าไปในอดีต ความทรงจำ และความจริงที่ถูกเล่าผ่านเรื่องเล่าอีกชั้นหนึ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบนิยายบรรยากาศขรึม มีความลับของครอบครัว และหลงใหลในโลกของหนังสือ สำนักพิมพ์: แพรวสำนักพิมพ์ ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ราคา: 325 บาท วันที่ซื้อ: 2 กันยายน พ.ศ. 2551
ซื่ออี
Fiction
อบอุ่นหัวใจกับความสัมพันธ์หลากหลายแบบ น้ำตาไหลได้เบาๆ
วรัตตา ภัทโรดม
Self-help
“เรื่องราว ‘ชีวิตเกิดใหม่’ ของผู้หญิง ที่เลือกปฏิเสธความสำเร็จและเงินเดือนครึ่งล้าน เพื่อพบสุขที่แท้” จากคำโปรยบนปก ทำให้นึกว่า เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน น่าจะเป็นหนังสือเชิงอัตชีวประวัติของผู้หญิงคนหนึ่งที่ตัดสินใจละทิ้งความสำเร็จและรายได้สูง เพื่อออกตามหาความสุขในชีวิต แต่เมื่ออ่านแล้ว หนังสือเล่มนี้กลับเป็นงานธรรมะที่เล่าผ่านประสบการณ์จริงของผู้เขียน หรือ “คุณเหมียว” มากกว่า โดยหยิบเหตุการณ์บางช่วงของชีวิตมาเล่า ทั้งเรื่องการทำงาน ความสัมพันธ์ และอารมณ์ความรู้สึกที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน ก่อนจะเชื่อมโยงไปสู่การปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เธอค่อย ๆ เปลี่ยนมุมมองและเปลี่ยนตนเองไปในทางที่ดีขึ้น เนื้อหาและข้อคิดจากหนังสือ เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เน้นอธิบายหลักธรรมอย่างเป็นตำราหนัก ๆ แต่ใช้วิธีเล่าถึง “ผล” ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรมในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการระงับความโกรธ การให้อภัย การยอมรับความจริง หรือการรู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตนเอง ในแต่ละบท ผู้เขียนสอดแทรกหลักธรรมอย่างพอดี ทำให้คนที่ไม่ค่อยอ่านหนังสือธรรมะสามารถอ่านได้ง่าย และเห็นภาพว่าการนั่งสมาธิหรือเจริญวิปัสสนานั้นไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว หากเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราอยู่กับปัญหาในชีวิตได้อย่างมีสติขึ้น ท้ายบทมีการแนะนำเว็บไซต์สำหรับผู้ที่ต้องการค้นคว้าหรือศึกษาธรรมะเพิ่มเติม จึงเหมาะกับผู้อ่านที่อยากเริ่มต้นทำความเข้าใจการปฏิบัติธรรมจากประสบการณ์ของคนธรรมดาคนหนึ่ง ความเห็นหลังอ่าน หลังอ่านจบ ความคิดที่ชัดเจนที่สุดคือ ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ภายนอก แต่อยู่ที่ใจของเราเอง ธรรมะก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้อยู่เฉพาะในหนังสือ ในวัด หรือในคำสอน หากอยู่ที่การรู้เท่าทันใจ และเลือกปฏิบัติสิ่งที่ถูกต้องในชีวิตประจำวัน หลายเรื่องเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่าอะไรดี อะไรไม่ดี แต่การรู้เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เพราะสิ่งที่ยากกว่าคือการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ เรามักเลือกเลี่ยงสิ่งที่ดีเพราะความเคยชิน ความขี้เกียจ หรือการปล่อยใจไปตามอารมณ์ หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเสมือนการเตือนใจว่า การเปลี่ยนชีวิตอาจไม่ต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่โต เพียงเริ่มฝึกเปลี่ยนความคิดในแต่ละวัน รู้ตัวเมื่อกำลังโกรธ ฝึกให้อภัย หรือแม้แต่เตือนตัวเองให้สวดมนต์ก่อนนอนอย่างจริงจังขึ้นทีละน้อย ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขที่มั่นคงกว่าเดิมได้ เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน เหมาะสำหรับผู้ที่อยากอ่านหนังสือธรรมะแบบเบา ๆ เข้าใจง่าย และต้องการกำลังใจในการนำหลักธรรมมาปรับใช้กับชีวิตจริง สำนักพิมพ์: More of Life Publishing ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ราคา: 145 บาท
โหว เหวิน หย่ง · แปลโดย อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี
Fiction
เกมชีวิต ลิขิตหัวใจ เป็นนวนิยายที่พาเข้าไปมองชีวิตและความสัมพันธ์ในวงการแพทย์ โดยเฉพาะบรรยากาศในโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รักษาผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ฝึกฝน สอนงาน และผลักดันแพทย์รุ่นใหม่ให้เติบโตในวิชาชีพ ทว่าเบื้องหลังเสื้อกาวน์และหน้าที่การรักษา กลับเต็มไปด้วยการแข่งขัน การช่วงชิงตำแหน่ง และเกมอำนาจที่อาจทำให้ “คนไข้” กลายเป็นเพียงตัวหมากบนกระดานของผู้มีอำนาจ เรื่องย่อ เรื่องราวนำเสนอความขัดแย้งของบรรดาแพทย์ในโรงพยาบาล ซึ่งต่างมีเป้าหมาย ความทะเยอทะยาน และแรงกดดันของตนเอง การรักษาพยาบาลจึงไม่ได้ดำเนินไปด้วยเหตุผลทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่บางครั้งยังเกี่ยวพันกับตำแหน่ง ผลประโยชน์ และการแข่งขันภายในองค์กร หมอซู ดูเป็นแพทย์ที่ยึดมั่นในความเป็นกลาง มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ทว่าในท้ายที่สุดก็ไม่อาจหลีกพ้นแรงผลักดันจากวังวนของอำนาจได้ ขณะที่ หมอกวนซิน ผู้ยึดถือความเที่ยงตรง กลับเลือกถอยออกจากเกมการแข่งขัน และไปทำงานเป็นแพทย์ในชนบทแทน นอกจากประเด็นในวงการแพทย์ เรื่องยังกล่าวถึงความรักที่ซ่อนเร้นมานาน ความจริงที่ต่างฝ่ายต่างปกปิดไว้ ชีวิตคู่ที่ได้รับการพิสูจน์ในยามวิกฤต และความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ดูเหมือนแน่นแฟ้น แต่แท้จริงกลับเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ โดยเฉพาะความห่างเหินระหว่างพ่อกับลูก ความเห็นหลังอ่าน จุดเด่นของหนังสือคือความกล้าที่จะนำเสนอด้านมืดของวงการแพทย์ แม้ไม่อาจยืนยันได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดสะท้อนความจริงเพียงใด แต่ก็ชวนให้ตั้งคำถามถึงระบบที่ทำให้การรักษาและชีวิตของผู้ป่วยอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือแสวงหาอำนาจ ระหว่างอ่านอดนึกถึงละครแนวการแพทย์บางเรื่องไม่ได้ ซึ่งแม้ตัวละครแพทย์จะมีปัญหาส่วนตัว ทั้งเรื่องสุขภาพ ครอบครัว หรือความรัก แต่ยังให้ความสำคัญกับชีวิตผู้ป่วยเป็นอันดับแรก ตรงกันข้ามกับแพทย์บางคนในนวนิยายเรื่องนี้ ที่ดูจะใช้ผู้ป่วยและการรักษาเป็นส่วนหนึ่งของเกมแข่งขันมากกว่าจะมองเห็นความทุกข์ของคนไข้ อีกประเด็นที่น่าสนใจคือธรรมเนียมการมอบของขวัญ เงินตอบแทน หรือ *“สินน้ำใจ”* ในวงการแพทย์ ซึ่งในเรื่องถูกนำเสนออย่างน่ากังวล เพราะแม้กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง ก็ยังอาจถูกคลี่คลายลงได้ด้วยสิ่งเดียวกันนั้นเอง เกมชีวิต ลิขิตหัวใจ จึงเป็นมากกว่านวนิยายในโรงพยาบาล แต่เป็นเรื่องที่ชวนคิดถึงศีลธรรม ความรับผิดชอบ และแรงกดดันที่อยู่เบื้องหลังวิชาชีพอันทรงเกียรติ แพทย์อาจต้องเรียนหนัก รับผิดชอบสูง ทำงานเหน็ดเหนื่อย และแบกรับความคาดหวังอย่างมาก แต่ในท้ายที่สุด ผู้ป่วยและญาติย่อมหวังให้ผู้ประกอบวิชาชีพนี้มองเห็นคุณค่าของชีวิตเหนือกว่าอำนาจ ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์ใด ๆ คำถามที่หนังสือทิ้งไว้จึงไม่ใช่เพียงว่าแพทย์คนหนึ่งเปลี่ยนไปได้อย่างไร แต่อาจรวมถึงว่า ระบบและสภาพแวดล้อมแบบใดที่ค่อย ๆ ผลักคนให้ห่างไกลจากอุดมการณ์ที่เคยเลือกเดินเข้ามาตั้งแต่แรก สำนักพิมพ์: นานมีบุ๊คส์เอโนเวล ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ราคา: 295 บาท วันที่ซื้อ: 4 เมษายน พ.ศ. 2551
ดร. ไบรอัน แอล. ไวส์ · แปลโดย มณฑานี ตันติสุข
Psychology
เราจะข้ามเวลามาพบกัน เป็นหนังสือแนวจิตวิทยาและความเชื่อเรื่องการระลึกชาติ ที่เคยได้รับความนิยมมากในช่วงเวลาหนึ่ง จนมีหนังสือเกี่ยวกับการสะกดจิต อดีตชาติ และคู่แท้ออกตามมาอีกหลายเล่ม เรื่องย่อ ผู้เขียนเป็นจิตแพทย์ผู้ใช้การสะกดจิตเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยย้อนระลึกถึงอดีตชาติ โดยมีแนวคิดว่า ความกลัว ความเศร้า ความผิดหวัง หรือปัญหาบางอย่างที่เกิดซ้ำในชีวิต อาจมีรากมาจากประสบการณ์และความผูกพันในอดีต เรื่องหลักของหนังสือกล่าวถึงผู้ป่วยสองคน คือ อลิซาเบธ และ เปโดร ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทั้งสองเข้ารับการรักษากับแพทย์คนเดียวกัน และต่างเล่าเรื่องราวจากอดีตชาติผ่านการสะกดจิต เมื่อการรักษาดำเนินไป ผู้เขียนเริ่มสังเกตว่าเรื่องราวในอดีตชาติของทั้งคู่มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างน่าประหลาด ในชาติหนึ่ง ชายหนุ่มเคยเป็นบิดาที่เสียชีวิตต่อหน้าลูกสาว ขณะที่อีกชาติหนึ่ง หญิงสาวเคยเป็นภรรยาที่ถูกพรากจากคนรักไป ด้วยจรรยาบรรณของแพทย์ ผู้เขียนไม่อาจเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวของคนไข้ให้กันและกันรับรู้ได้ สิ่งที่ทำได้คือจัดเวลานัดหมายให้ทั้งคู่มีโอกาสพบกัน แต่การพบครั้งแรกก็ยังไม่ก่อให้เกิดอะไรขึ้น จนต่อมาทั้งสองได้พบกันอีกครั้งนอกสำนักงาน และความสัมพันธ์จึงค่อย ๆ เริ่มต้นขึ้น ความเห็นหลังอ่าน หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วให้ความรู้สึกคล้ายรายงานการรักษาทางจิตเวชมากกว่านวนิยาย จึงอาจไม่ใช่หนังสือที่ให้ความซาบซึ้งหรือสะเทือนอารมณ์มากนักสำหรับผู้อ่านทุกคน แต่มีความน่าสนใจตรงที่นำเสนอเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ และการเวียนว่ายตายเกิด ผ่านมุมมองของจิตแพทย์ชาวตะวันตก แนวคิดเรื่องอดีตชาติ กรรม และคู่แท้ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคล ผู้อ่านบางคนอาจรู้สึกอินกับเรื่องราวของพรหมลิขิตและสายใยของดวงวิญญาณ ขณะที่บางคนอาจอ่านในฐานะเรื่องเล่าทางจิตวิทยาและความสัมพันธ์ของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม หนังสือชวนให้คิดว่า ความสัมพันธ์บางอย่างในชีวิตอาจมีความหมายมากกว่าที่เราเข้าใจในตอนแรก และคนที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิต อาจไม่ได้เป็นเพียงคนแปลกหน้าเสมอไป เราจะข้ามเวลามาพบกัน จึงเป็นหนังสือสำหรับคนที่สนใจเรื่องจิตใจ ความรัก และคำถามที่ว่า หากมีอดีตชาติจริง เราจะจดจำคนสำคัญของเราได้หรือไม่เมื่อกลับมาพบกันอีกครั้ง สำนักพิมพ์: ดอกหญ้า ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ราคา: 120 บาท วันที่ซื้อ: 9 ธันวาคม พ.ศ. 2541
ยาขอบ
จดหมายรักในชีวิตจริงของ “ยาขอบ” เป็นหนังสือที่น่าสนใจสำหรับผู้ชื่นชอบงานของ ยาขอบ หรือ โชติ แพร่พันธุ์ เพราะเป็นโอกาสให้ได้เห็นสำนวนรักของนักเขียนผู้นี้ในรูปแบบที่ใกล้ชิดกับชีวิตจริงยิ่งกว่านวนิยาย หนังสือรวบรวมจดหมายรักระหว่างยาขอบกับ พนิดา ภูมิศิริทัต หญิงสาวที่เขารักมากที่สุด จัดพิมพ์ขึ้นจากความตั้งใจของเทียน เหลียวรักวงศ์ ผู้เป็นเพื่อนใกล้ชิดของยาขอบ ซึ่งได้รับคำขอจากพนิดาให้นำจดหมายเหล่านี้ออกเผยแพร่ เพื่อยืนยันว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ตั้งอยู่บนความสุจริตและจริงใจ แม้คุณเทียนจะยังไม่ได้ดำเนินการในเวลานั้น จนกระทั่งพนิดาจากไป ความรู้สึกเหมือนมีสัญญาที่ค้างคาอยู่ ประกอบกับคำครหาที่มีต่อความสัมพันธ์ของทั้งสอง จึงเป็นแรงผลักดันให้จดหมายเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์แพร่พิทยาใน พ.ศ. 2516 เนื้อหาและลักษณะของหนังสือ ฉบับที่อ่านนี้มี ช่วย พูนเพิ่ม เป็นบรรณาธิการเฉพาะเล่ม มีการชำระรายละเอียดที่เคยคลาดเคลื่อน และจัดรูปเล่มตามแนวคิดเดิม คือรวบรวมจดหมายจากยาขอบถึงพนิดา จำนวน 64 ฉบับ พร้อมจดหมายตอบจากพนิดาถึงยาขอบอีก 64 ฉบับ เขียนขึ้นในช่วงเวลาที่ยาขอบทำงานบริหารหนังสือพิมพ์ สยามนิกร และได้พบรักกับพนิดา ความรักครั้งนี้มีความหมายต่อยาขอบอย่างมาก ถึงขั้นทำให้เขาตั้งใจบวชเพื่อชำระสิ่งที่มองว่าเป็นอดีตอันไม่ดีงาม และเตรียมตัวให้เหมาะสมพอจะเริ่มชีวิตใหม่กับคนรัก เขาอุปสมบทเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2482 ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แม้จดหมายเหล่านี้จะเต็มไปด้วยความหวัง ความรัก และความตั้งใจจะมีอนาคตร่วมกัน แต่ท้ายที่สุดความสัมพันธ์ก็ไม่สมหวัง กลายเป็นความรักที่เหลือไว้เพียงถ้อยคำในจดหมาย ความเห็นหลังอ่าน เสน่ห์ของหนังสืออยู่ที่ความจริงใจในภาษา จดหมายของยาขอบเต็มไปด้วยความคิดถึง ความห่วงใย ความหวงแหน และความปรารถนาจะเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อคนรัก ขณะที่จดหมายของพนิดาก็สะท้อนความรักที่อ่อนโยน แต่มั่นคงและมีเงื่อนไขสำคัญ คือเขาต้องพิสูจน์ว่าตนดีพอจะดูแลเธอได้จริง เมื่อได้อ่านจดหมายเหล่านี้ ก็ยิ่งเข้าใจว่าสำนวนรักหวานซึ้งของยาขอบในงานนวนิยายมีรากมาจากอารมณ์และประสบการณ์ชีวิตจริง เขาไม่ได้เพียงแต่งคำรักได้ไพเราะ หากเคยรัก คิดถึง หวัง และเจ็บปวดมาอย่างแท้จริง จดหมายรักในชีวิตจริงของ “ยาขอบ” จึงไม่ใช่แค่หนังสือรวมจดหมายรัก หากเป็นบันทึกของความสัมพันธ์หนึ่งที่งดงาม แม้จะไม่อาจลงเอยด้วยการครองคู่ และเป็นอีกเล่มที่ทำให้เห็นว่าสำนวนรักของยาขอบนั้น หวานลึก และมีชีวิตกว่าบทรักในนวนิยายหลายเรื่อง สำนักพิมพ์: ดอกหญ้า ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2532 จำนวนหน้า: 256 หน้า ราคา: 60 บาท วันที่ซื้อ: 10 ธันวาคม พ.ศ. 2532
สันต์ เทวรักษ์
Fiction · Classic
บันไดแห่งความรัก เป็นหนังสือเก่าที่หยิบกลับมาอ่านซ้ำได้เสมอ และมีความหมายมากกว่าความประทับใจในเนื้อหา เพราะเคยเป็นจุดเริ่มต้นของการนำถ้อยคำและคารมจากหนังสือไปแบ่งปันในชุมชนคนรักหนังสือบนโลกอินเทอร์เน็ต ความทรงจำของการได้อ่าน ได้แลกเปลี่ยน และได้พบมิตรภาพจากคนที่รักหนังสือเช่นเดียวกัน จึงผูกพันอยู่กับ บันไดแห่งความรัก มาจนถึงวันนี้ จึงนำมาเป็นเล่มแรกในบันทึกที่ "บ้านนักอ่าน" สันต์ เทวรักษ์ เป็นนักเขียนร่วมยุคในกลุ่ม “สุภาพบุรุษ” เช่นเดียวกับยาขอบ นวนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกแบบตอนต่อวันในหนังสือพิมพ์ ประชาชาติ เริ่มตั้งแต่ฉบับปฐมฤกษ์วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2475 และจบลงวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2475 โดยในเวลานั้นประเทศไทยยังถือเดือนเมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ ก่อนสำนักพิมพ์ชูลินจะนำมารวมเล่มครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2483 ผู้เขียนกล่าวไว้ในคำนำอย่างน่าสนใจว่า เรื่องนี้มิได้ตั้งใจจะเป็นบทปรัชญาหรือบทเรียนเรื่องความรัก แม้ชื่อเรื่องจะชวนให้เข้าใจเช่นนั้น หากเป็นเสมือนบันทึกความทรงจำของหญิงสาววัยรักวัยฝัน ผู้มองโลกด้วยทัศนะอันรื่นรมย์และบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยความซื่อตรงต่อความรู้สึกของตนเอง เรื่องย่อ เรื่องราวมีฉากอยู่ใน พ.ศ. 2475 ดำเนินผ่านบันทึกของ นางสาวจวงจันทร์ วรรณประไพ หรือ “แม่นิด” หญิงสาวกำพร้าซึ่งอาศัยอยู่กับครอบครัวญาติผู้ใหญ่ เมื่อ นายธาดา บุณโยปกรณ์ ส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอ แม่นิดกลับเข้าใจผิดว่าเขาเพียงเลือกเธอแทน “แม่อ่อง” บุตรสาวของเจ้าบ้าน ด้วยความเจียมตนและเห็นว่าตนมีฐานะไม่คู่ควรกับธาดา แม่นิดจึงปฏิเสธการสู่ขอ ทำให้ธาดาต้องผิดหวังและเศร้าซึม ต่อมาแม่นิดเก็บกระเป๋าสตางค์ของชายผู้หนึ่งซึ่งมีอักษรย่อ “ว.ว.ว.” ได้ และนำไปแจ้งไว้ที่สถานีตำรวจ เหตุการณ์นี้นำไปสู่การติดต่อทางจดหมายกับชายหนุ่มลึกลับนามว่า วราห์ วรวิทย์ จดหมายแต่ละฉบับค่อย ๆ สร้างความคุ้นเคย ความเข้าใจ และไมตรีจิตระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งแท้จริงแล้ว วราห์ วรวิทย์ คือบุคคลสมมติที่กลุ่มเพื่อนของธาดาร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก และมุมมองต่อชีวิตของธาดาให้แม่นิดได้รับรู้ผ่านตัวอักษร จดหมายเหล่านั้นจึงเปรียบเสมือนขั้นบันไดที่ค่อย ๆ พาแม่นิดก้าวไปสู่ความเข้าใจในหัวใจของตนเอง และนำไปสู่การพบกับธาดา ผู้มีตัวตนจริงในที่สุด ความเห็นหลังอ่าน เสน่ห์สำคัญของ บันไดแห่งความรัก อยู่ที่ภาษา สำนวนของสันต์ เทวรักษ์ เต็มไปด้วยถ้อยคำและสำนวนภาษาไทยที่งดงาม ประณีต ละเมียดละไม และยังคงกินใจ แม้ในฉากแสดงความรักอย่างการกอดหรือจุมพิต ผู้เขียนก็ถ่ายทอดออกมาอย่างนุ่มนวล ชวนฝัน และยังคงความงามของภาษาไว้ได้เสมอ หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่เพียงนวนิยายรัก แต่ยังเป็นตัวอย่างของงานเขียนภาษาไทยที่ควรอ่านเพื่อซึมซับจังหวะคำ ความประณีตของถ้อยความ และวิธีถ่ายทอดอารมณ์โดยไม่ต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมาจนเกินไป สำนักพิมพ์: ดอกหญ้า ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2535 จำนวนหน้า: 375 หน้า
สิริมา อภิจาริน
Fiction
ความรักสีฟ้า เป็นอีกเล่มที่ทำให้รู้สึกชื่นชอบความคมคายในการมองความรักของสิริมา อภิจาริน แม้จะเคยอ่านผลงานของผู้เขียนมาไม่มากนัก และเคยรู้สึกว่าเรื่องราวมักดำเนินไปอย่างเรียบ ๆ ไม่ได้มีปมซับซ้อนให้ติดตามมากมาย แต่สิ่งที่น่าประทับใจเสมอคือสำนวนภาษาอันละมุนละไม อ่านไม่หนัก ทว่าค่อย ๆ ซึมลึกและทิ้งความรู้สึกไว้กับผู้อ่าน และทำให้มุมมองของเราที่มีต่อความรักของคนเพศเดียวกันเปลี่ยนไป เรื่องย่อ เรื่องราวเริ่มต้นจากการพบกันโดยบังเอิญระหว่างชายหนุ่มคนหนึ่งกับหญิงสาวผู้มีความเกี่ยวพันกับอดีตผู้มีอุปการคุณของครอบครัวเขา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูเหมือนจะเชื่อมโยงกันผ่านเครือญาติ คนใกล้ชิด และอดีตที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ในชีวิตของหลายคน ชายหนุ่มกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เมื่อเขาได้รับการอุปการะและกำลังจะเข้าสู่การแต่งงานครั้งที่สอง ขณะที่หญิงสาวเองต้องเผชิญกับความคลางแคลง ความไม่ไว้วางใจ และความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง รวมถึงคนรักเก่าของทั้งสองฝ่าย เรื่องราวอาจดูยุ่งเหยิงในตอนต้น แต่เมื่ออ่านไปทีละน้อย ความคลุมเครือต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ ถูกคลี่คลาย ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายของเขากับอาของเธอ ความรู้สึกของเขาที่มีต่อพี่ชาย ตลอดจนความรู้สึกของพ่อเธอที่มีต่อน้องชาย ท้ายที่สุด นวนิยายได้นำไปสู่บทสรุปที่อบอุ่นเกี่ยวกับครอบครัว ว่าไม่ว่าคนในครอบครัวจะรักใคร หรือเลือกมีใครเป็นคู่ชีวิต หากความรักนั้นตั้งอยู่บนความเข้าใจและจริงใจ ครอบครัวก็ย่อมเรียนรู้ที่จะยอมรับและโอบอุ้มกันได้ ความเห็นหลังอ่าน เสน่ห์ของ ความรักสีฟ้า ไม่ได้อยู่ที่การหักมุมหรือปมเรื่องอันหวือหวา แต่อยู่ที่วิธีการค่อย ๆ พาผู้อ่านเข้าไปทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวละคร ความรักในเรื่องไม่ได้มีเพียงด้านหวานงาม หากยังมีความลังเล ความไม่แน่ใจ ความผูกพันจากอดีต และเงื่อนไขมากมายที่ทำให้คนสองคนไม่อาจรักกันได้อย่างง่ายดาย ผู้เขียนถ่ายทอดอารมณ์เหล่านี้ผ่านภาษาที่นุ่มนวล ไม่เร่งรัด และไม่หนักหน่วงจนเกินไป ทำให้แม้เรื่องจะมีความเกี่ยวโยงของตัวละครหลายชั้น ผู้อ่านก็ยังค่อย ๆ ตามความสัมพันธ์และความรู้สึกของแต่ละฝ่ายได้ สิ่งที่ชอบเป็นพิเศษคือมุมมองต่อครอบครัวของเรื่องนี้ เพราะไม่ใช่ทุกความรักจะเริ่มต้นอย่างราบรื่น หรือได้รับการยอมรับในทันที แต่เมื่อสมาชิกในครอบครัวเปิดใจรับฟังและเห็นความสุขของกันและกันเป็นสำคัญ ความสัมพันธ์ที่เคยคลางแคลงก็อาจคลี่คลายลงได้ ความรักสีฟ้า จึงเป็นนวนิยายรักที่เหมาะกับการอ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อซึมซับทั้งสำนวนอันละเมียดละไม และความหมายของความรักที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคนสองคน หากยังรวมถึงความเข้าใจและการยอมรับจากคนรอบข้างด้วย สำนักพิมพ์: มติชน ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ราคา: 155 บาท
Alex Rovira และ Fernando Trias de Bes · แปลโดย หนึ่งฤทัย แรงสัมฤทธิ์ และสุพัตรา พิษณุวงษ์
Self-help
เพียงเห็นชื่อ GOOD LUCK บนปก พร้อมภาพโคลเวอร์สี่แฉกอันเป็นสัญลักษณ์ของโชคดี ก็ชวนให้หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเปิดอ่าน คำโปรยทั้งปกหน้าและปกหลังยิ่งทำให้ตัดสินใจซื้อทันที ถึงกับซื้อไว้สองเล่ม—เล่มหนึ่งสำหรับตัวเอง อีกเล่มตั้งใจมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้เพื่อน หนังสือเล่มเล็กกะทัดรัด อ่านจบได้ในเวลาไม่นาน มีความยาวเพียงร้อยกว่าหน้า ทว่าเนื้อหากลับชวนให้หยุดคิดและอยากกลับมาอ่านซ้ำ เรื่องย่อ เรื่องเริ่มต้นจากการพบกันอีกครั้งของเพื่อนเก่าสองคนในวัยชรา ได้แก่ วิกเตอร์ และ เดวิด วิกเตอร์มีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ทั้งหน้าที่การงาน ความมั่นคง และความสุขสบายในบั้นปลาย ขณะที่เดวิดต้องเผชิญชีวิตที่ขัดสนและเต็มไปด้วยความยากลำบาก น่าแปลกที่เมื่อครั้งยังหนุ่ม เดวิดเคยเป็นคนที่ดูจะ *“โชคดีกว่า” วิกเตอร์เสียด้วยซ้ำ วิกเตอร์จึงเล่า “นิทานเรื่องโชคดี”* ให้เดวิดฟัง เรื่องราวภายในนิทานค่อย ๆ พาผู้อ่านไปค้นหาความหมายของโชคดี ผ่านการผจญภัย การรอคอย การลงมือทำ และการสร้างโอกาสด้วยตนเอง จนทำให้เห็นว่าโชคดีมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเป็นของขวัญที่ตกมาถึงใครบางคนเท่านั้น ความเห็นหลังอ่าน Good Luck เป็นหนังสือสร้างแรงบันดาลใจที่อ่านง่าย ใช้รูปแบบนิทานเรียบง่าย แต่สื่อสารบทเรียนสำคัญได้ชัดเจนว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรอคอยโชค หากเกิดจากการเตรียมตัว มองเห็นโอกาส และสร้างเงื่อนไขให้โอกาสนั้นเกิดขึ้น ประโยคสำคัญของหนังสือที่ว่า “*คุณเป็นคนสร้างเงื่อนไขที่จะให้โชคดีเกิดขึ้น” เป็นแนวคิดที่นำไปใช้ได้ทั้งเรื่องชีวิตส่วนตัว การทำงาน และการทำธุรกิจ เพราะช่วยเปลี่ยนมุมมองจากการโทษดวงหรือรอจังหวะ มาเป็นการถามตัวเองว่า วันนี้เราได้ลงมือทำสิ่งใดเพื่อเปิดทางให้ความสำเร็จเกิดขึ้นบ้าง หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับอ่านรวดเดียวจบ แล้วค่อยกลับมาอ่านช้า ๆ อีกครั้งในวันที่ต้องการกำลังใจ หรือกำลังลังเลที่จะเริ่มต้นทำบางสิ่ง เป็นหนังสือเล่มเล็กที่ให้ข้อคิดไม่เล็กเลย และเหมาะจะส่งต่อเป็นของขวัญแก่คนที่เราหวังให้พบทั้งความสำเร็จและ “โชคดี”* ที่สร้างขึ้นได้ด้วยตนเอง สำนักพิมพ์: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น
คาลิล ยิบราน
Philosophy
ชีวิตเริ่มต้นด้วยความรัก
Paolo Coelho
Philosophy · Self-help
มีความเป็นปรัชญาที่อ่านง่าย ให้เราได้เปรียบเทียบหากเรามีเป้าหมายที่อยากจะทำอะไรก็ตาม เราจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างโดยการเปรียบเทียบกับการยิงธนู
Haruki Murakami · แปลโดย มุทิตา พานิช, มัทนา จาตุรแสงไพโรจน์ และปิยะณัฐ จีระกูรวิวัฒน์
Fiction
ตื่นเต้น ไม่เคยซื้อ boxset ของมุราคามิมาอ่านเลย แล้วมาอ่านเล่มนี้ที่ความยาวยาวมากๆ แต่คิดว่าเปิดเรื่องและโทนเนื้อเรื่องน่าสนใจ คิดว่าน่าจะอ่านได้จนจบ ผมคิดว่าเรื่องนี้มุราคามิได้เล่าตัวละครเอกอย่าง เท็งโกะ กับอาโอมาเมะ ได้มีมิติ ธีมภายในที่สอดแทรกเป็นเรื่องที่หนักพอสมควรแต่โทนการเล่าเรื่องทำให้เราอ่านได้ตลอด เรียกว่าอ่านได้เรื่อยๆเลย แป๊บๆจบเล่มแล้ว แม้ว่าจะมีจำนวนหน้าที่เกิน 500 หน้า มีความสอดแทรกโลกแฟนตาซี คิดว่ามีการเชื่อมกับความหมายของโลก 1984 บางอย่าง และมีกลิ่นอายความโรแมนติกเล็กๆเจือปนอยู่
คิมอินซุก · แปลโดย ชฎาพร จารย์ปัญญา
Fiction · Romance
เล่มที่สองแบบต่อกันติด ๆ ขอให้รักครั้งนี้รสชาติอร่อยด้วยเถอะก็อ่านไปละหิวไปจริง การดำเนินเรื่องมีแก่นสำคัญคือการนำปัญหาความอ้วนในหลากหลายรูปแบบมาผสมกัน ค่อนข้างตอกย้ำประเด็นได้ดีมากแต่ก็อาจมีซ้ำซากอยู่บ้าง ความน่าสนใจคือการปะทะกันของความอ้วนและความรัก การรักโดยไม่มีเงื่อนไขไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไรกับการน้อยใจของการอ้วนที่มักโดนสังคมถ่มถุยอยู่เป็นประจำ ถ้าอยากรู้ว่าใครชนะคงต้องไปลองอ่านเอง ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกเหมือนดูซีรีย์เกาหลีรอมคอมดี ๆ ซักเรื่องที่มีพระเอกเป็นนัมจูฮยอกและนางเอกก็อีซองคยอง (นัมเบอวันคิมบ๊กจูไอเลิฟยูว่ะ) มันก็สนุกในเชิงเรื่อย ๆ เพลิน สุดท้ายประโยคเด็ดใจของผมในเรื่องนี้ก็คือ “การเครียดละสูบบุหรี่กับการเครียดละกินต่างกันยังไง ในเมื่อการตายเพราะมะเร็งปอดกับการตายเพราะอ้วนก็คงไม่ต่างกัน”
Ashley Porton · แปลโดย ณัฐชานันท์ กล้าหาญ
Fiction · Romance · Fantasy
เรื่องแรกกับการอ่านนิยายโรแมนติกจริงจัง จากชายหนุ่มโอตาคุคลั่งแฟนตาซีกับโลกเกมออนไลน์ทั้งไทยและเทศ การอ่านโรแมนซ์แบบนี้บอกตรง ๆ ว่าทำให้รู้สึกขนลุกนิด ๆ แว่นของผมมองว่าเนื้อเรื่องสนุกและดำเนินเรื่องไว้ได้ดีมาก แต่อาจจะขาดความลึกในแบบที่ผมต้องการ แต่ได้แบบเรื่อย ๆ และช่วงหลังก็มีจุดพีคที่อื้ม ดีว่ะ! เหมือนดูคลาสสิครอมคอมดี ๆ ใจฟูสักเรื่อง แต่แฝงไปด้วยปรัชญาว่าด้วยการไปไม่กลับเล็กน้อย ไอ้อาการขนลุกเนี่ย ด้วยความที่เรื่องมันดำเนินการด้วย pov ของนางเอกซึ่งเป็นเพศแม่ของเราเนี่ย การบรรยายความหล่อเหลาเพียบพร้อมของพระเอกอาจทำให้เกิดอาการคันแก้ม ทำตัวไม่ถูก แถมน้อยเนื้อต่ำใจไปพร้อม ๆ กัน (ส่วนใหญ่ออกลูกนอยด์) แต่นั้นแหละ การอ่านเรื่องนี้ก็ได้กระตุกจิตกระชากใจผมออกจากโลกอิเซไกได้ค่อนข้างมาก พร้อมเกิดคำถามสำคัญว่า “ทำไมโรแมนซ์” ถึงโดนใจผู้หญิงในเชิงอัตลักษณ์นี้ ได้มากกว่าชายแท้เตะบอลดูดบุหรี่ขนาดนี้ และผมก็คงต้องหาคำตอบจากการอ่านมันต่อไป ฝากติดตามชายแว่นนักรักกับโปรเจคอ่านนิยายรักต่อไปด้วยนะคับ *“หวังว่าผมจะเก่งเรื่องความรักมากกว่าเล่มที่แล้วนะ”*
กิตติศักดิ์ คงคา
Romance · Fiction · History
"นั่นสิอุทิศ ไหนจริงไหนฝัน เรื่องนั้นฉันก็ไม่เคยมั่นใจ..." เป็นงานเขียนของพี่เบสที่ส่วนตัวรักมากที่สุดเท่าที่เคยได้อ่านมา เราค้นพบว่าเราชอบประเด็นใหญ่ของหนังสือเล่มนี้มากๆ เราชอบและเราอินกับมันมากๆ อีกทั้งมันยังเต็มไปด้วย easter eggs และ gimmick เอาใจนักอ่านแบบสุดๆ คือการคงอยู่ของ dialogue ระหว่างทาง และ meaning ของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันมีความหมายหมดเลย ส่วนตัวเลยแอบรู้สึกว่า หรือนี่จะเป็นงานเขียนที่พี่เบสใส่ทุกอย่างที่ตัวเองรักและอินลงไปจนหมดกันนะ . จุดที่โดดเด่นที่สุดของงานเขียนชิ้นนี้ คือเป็นวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ที่งดงามที่สุดเรื่องหนึ่งที่เราเคยได้อ่านมา มันคือประวัติศาสตร์เมื่อ 50 ปีก่อน ที่ทาบทับกับประวัติศาสตร์ของประเทศเรา แต่ในขณะเดียวกัน เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าประวัติศาสตร์เหล่านั้นมันถูกต้อง ? ในเมื่อคนเขียนประวัติศาสตร์คือผู้ชนะเสมอ (นี่คือ mindset หนึ่ง ที่ทำให้เราไม่เคยสนใจประวัติศาสตร์ เพราะเราไม่รู้ว่ามันจริงแค่ไหน) อีกทั้งมันยังพูดถึงปมความขัดแย้ง ความเชื่อ และความเป็นมนุษย์ได้ลุ่มลึกมากๆ ผ่านการใช้ภาษาที่ไพเราะและสวย เข้ากับบริบทสุดๆ เป็นงานเขียนที่เต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อยที่ชวนให้ได้แกะระหว่างอ่านและหลังอ่านจบ หรือจะอ่านเฉยๆ ไม่สนใจก็เพลิดเพลินได้เหมือนกัน . จุดที่โดดเด่นอีกอย่างคือ ตลอดทั้งเล่มเต็มไปด้วยเชื้อไฟที่เอาใจสาววายแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากๆ คือจะอ่านให้เป็นนิยายเกขมๆ เรื่องหนึ่งก็ได้ แต่จะอ่านให้ไม่เกก็ได้เช่นกัน ตลอดทั้งเล่มมีเลเยอร์ของความจริงและไม่จริงปะปนอยู่เต็มไปหมด มีทั้งมุมมองของตัวละคร และการตีความ รวมถึงช่องว่างระหว่างเรื่องราว ที่เปิดพื้นที่ให้คนอ่านได้มีส่วนร่วมเยอะมากๆ . ความเป็นมนุษย์ที่งานเขียนชิ้นนี้พูดมันทรงพลังและเข้ากับยุคสมัยมากๆ ตราบใดที่เราต่างมองว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน และเราอยู่ในโลกที่มีทั้งฝ่ายซ้ายและขวาจัดๆ คนตรงกลางล่ะอยู่ตรงไหนในสมการนี้ คำตอบมันจึงต้องมองย้อนกลับไปว่า แล้วถ้าเราไม่มีเรื่องอุดมการณ์ ไม่มีเรืองการเมือง ความเชื่อ เราจะเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ที่อยู่ด้วยกันได้ไหม
ฮิงาชิโนะ เคโงะ · แปลโดย บัณฑิต ประดิษฐานุวงษ์
Fiction · Mystery
“ฉันมีความสุขที่ได้ฟังเพลงของ เดอะบีเทิลส์กับเธอ…” เป็นนิยายสืบสวนดราม่าที่อ่านสนุก ติดมือ และสมความคาดหวังทุกประการ เพราะนอกเหนือจากพาร์ทการสืบสวนที่มีรูปแบบการสืบคดีที่ตรงเทสต์เราแบบสุดๆ แล้ว ยังครบเครื่องเรื่องรสชาติ ทั้งในความเป็นสืบสวน ตลก และรอมคอม เราชอบที่ตลอดระยะเวลาที่อ่าน เรื่องราวไม่ได้บีบคั้นทางอารมณ์อย่างรุนแรง แต่กลับทำให้เราติดตามและไม่อยากปล่อยมือผ่านการเล่าเรื่องและลำดับเรื่องที่เหมือนกับเรานั่งชมภาพยนตร์ดีๆ สักเรื่อง ถึงแม้ว่า element โดยรวมของงานเขียนชิ้นนี้จะคลีเซ่ในความเป็นงานญี่ปุ่นอยู่สักหน่อย เพราะเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1988 ก็ตามที . จุดที่โดดเด่นที่สุดของงานเขียนชิ้นนี้ คือพาร์ทการสืบสวนที่ผสมผสานเข้ากับเรื่องราวความสัมพันธ์ของ 2 ตัวละครหลักอย่าง เคียวโกะ คอมปาเนียนสาว และ ชิบาตะ ตำรวจสืบสวนหนุ่ม ที่ดันบังเอิญมาอยู่ข้างห้องกันโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่องราวขับเคลื่อนไปผ่านการสืบสวนที่จะต้องคอยไปตามหาหลักฐานผ่านคำให้การ และหลักฐานต่างๆ ที่กระจายอยู่หลากสถานที่ เพื่อรวบรวมจิ๊กซอว์ชิ้นต่างๆ ประกอบกันจนกลายเป็นคำตอบที่สมบูรณ์ พร้อมด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสองตัวละครหลักผ่านช่วงเวลาของการพักผ่อนในยามค่ำคืน ซึ่งชวนให้รู้สึกเหมือนได้ผ่อนคลายเรื่อยๆ ระหว่างทาง พร้อมด้วยเคมีของสองตัวละครหลักที่น่าลุ้นและเอาใจช่วยให้เปลี่ยนจากเพื่อนไปเป็นอื่นเสียจริงๆ . อีกจุดที่น่าสนใจเกี่ยวกับงานเขียนชิ้นนี้ คือการหยิบยกเอาอาชีพอย่าง “คอมปาเนียน” มาเป็นอาชีพหลักของตัวละคร เรารู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นความรู้ใหม่สำหรับตัวเอง (แต่อาจจะไม่ได้ใหม่สำหรับคนอื่น) เพราะเราไม่เคยรู้จักอาชีพนี้มาก่อน และไม่รู้ว่าอาชีพนี้มันต้องทำอะไรบ้างกันแน่ เราจึงได้เห็นมิติของคนที่ทำงานคอมปาเนียนผ่านคาแรคเตอร์ของตัวละครอย่าง เคียวโกะ และคนอื่นๆ รอบตัว ว่าเหตุใดกันจึงทำให้พวกเธอเหล่านี้เลือกทำอาชีพนี้ (ซึ่งก็อาจจะเกี่ยวข้องกับบริบทในยุคสมัยนั้นด้วย) ซึ่งพาร์ทนี้เป็นอีกสิ่งที่ดึงดูดให้เราสนใจอยากอ่านนิยายเรื่องนี้ตั้งแต่แรกๆ . จุดที่เราชอบที่สุดของนิยายเรื่องนี้ คือ vibes ทั้งหมดที่เราได้รับตลอดทั้งเล่ม ทั้งการสืบสวนที่ไม่ได้จำกัดอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง การออกไปสืบผ่านการชักพยานและรวมรวบหลักฐาน พาร์ทความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตัวละครหลัก ที่เคมีทั้งสองเข้ากันมากๆ จนเชียร์ให้คบกันไปเถอะตั้งแต่อ่านได้เพียงบทแรกๆ เราชอบมวลความเป็นญี่ปุ่นในหนังสือเล่มนี้มากๆ เพราะมันย่อยง่าย สนุก เห็นภาพตามชัดเจน และอย่างที่ได้บอกไว้ว่าถึงแม้หลายอย่างมันจะคลีเซ่ ทั้งในเชิงของกลคดี รูปแบบการสืบสวน เพราะเขียนตั้งแต่ปี 1988 แต่งานเขียนชิ้นนี้ก็ผ่านกาลเวลาจนพิสูจน์ตัวเองกับเราได้สำเร็จ ว่า อ.เคโงะ เป็นนักเขียนที่เล่าเรื่องได้สนุกมากจริงๆ . อีกสิ่งที่อยากขอชื่นชมเป็นพิเศษ คือการแปลที่อ่านได้ไหลลื่น กระชับ ของ อ.บัณฑิต ประดิษฐานุวงษ์ ที่ผ่านการแปลผลงานของ อ.เคโงะ มาแล้วหลากหลายเล่ม (และหลายเล่มก็เป็นผลงานที่เราชอบมากๆ ด้วย) ในเล่มนี้คือต้องชื่นชมเลย เพราะตลอดระยะเวลาที่อ่านไม่มีตรงไหนที่รู้สึกติดขัด หรืออ่านแล้วสะดุด แล้วยิ่งพอผนวกเข้ากับการเป็นงานเขียนตั้งแต่ปี 1988 อีก การได้ อ.บัณฑิต ที่เข้าใจวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมากๆ มาเป็นผู้แปล เลยเหมือนทำให้เราได้ร่วมออกสืบสวนไปกับตัวละครและพาตัวเองเข้าสู่ช่วงเวลาก่อนปี 2000 ที่เป็น setting ของเรื่องราวได้อย่างอัลตร้าสมูทสุดๆ . โดยรวมนี่คือนิยายสืบสวนที่สนุกครบรส ดำเนินเรื่องเร็วและชวนให้ติดตาม เป็นงานกลุ่ม page-turner ที่เหมาะสำหรับนักอ่านทุกคน เพราะเรื่องราวภายในเล่มค่อนข้างกระชับ อ่านติดมือ สามารถอ่านรวดเดียวจบได้ไม่ยาก แถมยังมาพร้อมกับ vibes ความเป็นญี่ปุ่นที่ชวนให้เห็นภาพตามได้เป็นอย่างดี และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับแฟนๆ ของ อ.เคโงะ ก็คือ นี่เป็นครั้งแรกที่นิยายเรื่องนี้ได้แปลเป็นภาษาไทย เพราะงั้น แฟนด้อม อ.เคโงะ ทุกคน บอกได้เลยว่า ห้ามพลาด!