มนุษย์ต่างเดา (The Humans)
แมตต์ เฮก (Matt Haig)
Fiction
อ่านสนุก ได้เห็นมุมงงๆ ของมนุษย์อย่างพวกเรา ขำๆ แต่แอบซึ้งนะ
Baannakarn · Reader to Reader
พื้นที่ส่งต่อหนังสือดีๆ จากนักอ่านสู่นักอ่าน
แมตต์ เฮก (Matt Haig)
Fiction
อ่านสนุก ได้เห็นมุมงงๆ ของมนุษย์อย่างพวกเรา ขำๆ แต่แอบซึ้งนะ
เปิดเรื่องมานางเอกเลี้ยงลูกเองเพราะพลัดพลงกับพระเอก มีลูกชาย ลูกสาว สะใภ้ครบ อ่านได้ยาว ๆ นางเอกเก่งมาก สอนลูกดี ภายนอกดูแข็ง ๆ แต่จริง ๆ เป็นคนละเอียดอ่อน เหมือนได้ศึกษาชีวิตของครอบครัวนึง
โรเบิร์ต เบอโรลด์ · แปลโดย คำเมือง
Memoir
“หนึ่งปีของการใช้ตะเกียบแทนมีดกับส้อมของโรเบิร์ต เบอโรลด์ อาจารย์ฝรั่งที่พาตัวเองข้ามโลกมาสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยแถวหน้าของประเทศจีน” Good Morning เหล่าซือ เป็นหนังสือที่หยิบวางอยู่หลายครั้งกว่าจะตัดสินใจซื้อ และหลังจากซื้อแล้วก็ถูกวางบ่มอยู่บนชั้นหนังสือพักใหญ่ จนได้หยิบลงมาอ่านในคืนที่นอนไม่หลับ แต่เมื่อเริ่มอ่านแล้วก็พบว่าเป็นหนังสือที่ทั้งสนุก ให้ความรู้ และชวนมองประเทศจีนผ่านสายตาที่ต่างออกไป เนื้อหาและเรื่องราวในหนังสือ โรเบิร์ต เบอโรลด์ เป็นเจ้าของภาษาอังกฤษจากแอฟริกาใต้ ได้รับการว่าจ้างจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงให้มาสอนวิชาการเขียนภาษาอังกฤษแก่คณะนานาชาติศึกษา เขาใช้ชีวิต กิน อยู่ และสอนหนังสือภายในมหาวิทยาลัยจีนตลอดระยะเวลา 1 ปีตามสัญญา หนังสือบอกเล่าประสบการณ์ของอาจารย์ชาวตะวันตกที่ต้องปรับตัวกับชีวิตในต่างวัฒนธรรม ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างการใช้ตะเกียบแทนมีดและส้อม ไปจนถึงการเดินทางออกจากเมืองใหญ่เพื่อเห็นชีวิตในพื้นที่ชนบทของจีน สิ่งที่ทำให้หนังสือมีเสน่ห์มากขึ้นคือผู้เขียนนำ *“การบ้าน”* และงานเขียนของนักศึกษามาสอดแทรกไว้ในเรื่อง ผู้อ่านจึงไม่ได้เห็นเพียงมุมมองของอาจารย์ต่างชาติ แต่ยังได้รู้จักความคิด ความฝัน วัฒนธรรม และชีวิตของนักศึกษาจีนผ่านถ้อยคำของพวกเขาเอง ความเห็นหลังอ่าน หนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นวิธีแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างครูกับนักเรียนที่น่าสนใจ อาจารย์โรเบิร์ตไม่ได้เป็นเพียงผู้สอนภาษาอังกฤษ แต่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็น ติดต่อพูดคุยผ่านอีเมล และสะท้อนอย่างตรงไปตรงมาว่าวิธีสอนแบบใดที่พวกเขาชอบหรือไม่ชอบ พร้อมบอกเหตุผล วิธีการเช่นนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนดูใกล้ชิดและเป็นกันเอง นักเรียนมีความกล้าที่จะสื่อสาร ขณะที่ครูก็พร้อมเรียนรู้จากนักเรียนเช่นกัน ความเป็นเพื่อนและความใกล้เคียงกันทางวัยวุฒิจึงช่วยลดช่องว่าง และทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างกันได้ดี นอกจากความสนุกจากเรื่องเล่าชีวิตประจำวันและภาษาอังกฤษแบบจีน ๆ แล้ว หนังสือยังทำให้เห็นความคาดหวังของครอบครัวจีนที่มีต่อลูกหลาน นักศึกษาหลายคนตั้งใจเรียนเพื่อให้เรียนจบ มีอาชีพมั่นคง สร้างฐานะ และดูแลครอบครัวต่อไป ความหวังเช่นนี้ชวนให้นึกถึงพ่อแม่ชาวไทยไม่น้อย เพียงแต่นักศึกษาจีนในเรื่องดูจะยอมรับความคาดหวังนั้นด้วยความตั้งใจอย่างจริงจัง ผู้เขียนเองก็ไม่ได้มาอยู่จีนในฐานะผู้สังเกตการณ์เท่านั้น แต่เปิดใจเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม และชีวิตของผู้คนรอบตัว จนสามารถร่วมสร้างสรรค์งานกับนักเขียนชาวจีน โดยช่วยแปลบทกวีจากภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษ Good Morning เหล่าซือ จึงเป็นหนังสือบันทึกประสบการณ์ต่างแดนที่อ่านเพลิน ได้ทั้งอารมณ์ขันและมุมมองต่อการศึกษา วัฒนธรรมจีน และความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน สำนักพิมพ์: สันสกฤต ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2551 ราคา: 300 บาท วันที่ซื้อ: 6 กันยายน พ.ศ. 2551
กุนจิ นานาเอะ
Fiction · Children's
“มิตรภาพอันอบอุ่นสดใสระหว่างคนตาบอดกับสุนัขนำทาง หนังสือยอดนิยมจากชีวิตจริง ที่เรียกรอยยิ้มและน้ำตาจากนักอ่านทุกวัย” หางของเบอร์นา เป็นหนังสือจากเรื่องจริงที่อ่านจบแล้วทั้งซาบซึ้ง เศร้าใจ และทึ่งไปพร้อมกัน เป็นเรื่องของความผูกพันระหว่างหญิงตาบอดคนหนึ่งกับสุนัขนำทางผู้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ช่วยในการเดินทาง หากยังเป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว เรื่องย่อ *กุนจิ นานาเอะ สูญเสียการมองเห็นอย่างสิ้นเชิงเมื่ออายุ 27 ปี แม้เธอจะแต่งงานกับชายผู้พิการทางสายตาเช่นกัน แต่ทั้งคู่ยังมีความฝันอยากมีลูกด้วยกัน ปัญหาคือสามีของเธอใช้ไม้เท้าในการเดินทาง ขณะที่นานาเอะเองก็เพิ่งสูญเสียการมองเห็นและยังปรับตัวกับชีวิตใหม่ได้ไม่เต็มที่ การจะเลี้ยงดูลูกเล็กเพียงลำพังจึงเป็นเรื่องยากยิ่ง และทั้ง ๆ ที่นานาเอะเคยกลัวและไม่ชอบสุนัขจากประสบการณ์ในวัยเด็ก เธอกลับตัดสินใจรับ เบอร์นา* สุนัขจูงคนตาบอดเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกัน เบอร์นาจึงกลายเป็นเสมือนลูกสาวคนโตของครอบครัวกุนจิ ผู้เขียนดำเนินเรื่องตั้งแต่ช่วงการฝึก การปรับตัวเข้าหากัน การเดินทาง การช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการที่เบอร์นามีส่วนร่วมในการดูแลลูกของครอบครัวตลอดเวลา 13 ปี ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดำเนินไปด้วยความไว้วางใจ การพึ่งพา และความรัก จนกระทั่งถึงวันที่เบอร์นาต้องจากไปตามวัย ความเห็นหลังอ่าน เสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่ความจริงใจและความอบอุ่นของเรื่องเล่า นานาเอะไม่ได้เพียงเล่าว่าสุนัขนำทางช่วยคนตาบอดเดินทางได้อย่างไร แต่ทำให้เห็นว่าการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสุนัขต้องอาศัยการเรียนรู้ การสื่อสาร และความเข้าใจซึ่งกันและกันมากเพียงใด อ่านแล้วซึ้งกับความผูกพันระหว่างนานาเอะและเบอร์นา เศร้าในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญการจากลา และทึ่งในความสามารถ ความซื่อสัตย์ รวมถึงวินัยในการทำหน้าที่ของสุนัขตัวหนึ่ง เบอร์นาไม่ใช่เพียงสัตว์เลี้ยงหรือเครื่องมือช่วยเหลือ หากเป็นเพื่อนร่วมชีวิตที่คอยมอบอิสระและความมั่นใจให้เจ้าของ อีกประเด็นที่น่าสนใจคือภาพของสังคมญี่ปุ่นต่อผู้พิการทางสายตา แม้ในระยะแรกจะยังมีข้อจำกัดและความไม่เข้าใจ คนทั่วไปจำนวนไม่น้อยไม่ยอมรับให้สุนัขนำทางเข้าไปในสถานที่ต่าง ๆ แต่นานาเอะอดทนพูดคุย อธิบาย และทำให้ผู้คนเห็นว่าสุนัขนำทางมีความสำคัญต่อชีวิตคนตาบอดอย่างไร เธอพาเบอร์นาไปส่งลูกถึงห้องเรียน พาเข้าสถานที่สาธารณะ และแม้เมื่อเบอร์นาแก่จนทำหน้าที่นำทางได้ไม่เหมือนเดิม นานาเอะก็ยังเลือกดูแลและอยู่เคียงข้างสุนัขผู้เคยดูแลเธอมาตลอด ความสัมพันธ์นี้จึงไม่ได้ตั้งอยู่บนประโยชน์ฝ่ายเดียว แต่เป็นความรักและความรับผิดชอบที่มีต่อกันจนถึงที่สุด ชื่อเรื่อง หางของเบอร์นา มีความหมายอย่างน่ารัก เพราะเบอร์นาแสดงอารมณ์และความรู้สึกผ่านการกระดิกหาง นานาเอะซึ่งมองไม่เห็นจึงรับรู้ได้จากสัมผัส เสียง และจังหวะการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ นั้นเอง หางของเบอร์นา จึงเป็นหนังสือที่ให้ทั้งความประทับใจและความเข้าใจต่อชีวิตของผู้พิการทางสายตา รวมถึงบทเรียนเรื่องความไว้วางใจ มิตรภาพ และการตอบแทนความรัก เหมาะสำหรับคนรักสุนัข และผู้อ่านที่อยากสัมผัสเรื่องจริงอบอุ่นหัวใจสักเรื่องหนึ่ง สำนักพิมพ์: JBook ในเครือ Bliss
Diane Setterfield · แปลโดย ศศมาภา
Fiction · Suspense
นิยายที่หายไป เป็นหนังสือที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ทั้งภาพปกหน้าและคำโปรยปกหลังชวนให้อยากรู้ถึงอดีตลึกลับของนักเขียนนวนิยายชื่อดังผู้หนึ่ง ซื้อมาอ่านเมื่อมีคนบอกว่านางเอกของเรื่องมีชีวิตความเป็นอยู่คล้ายกันกับตัวเรา และเมื่อได้อ่าน ก็พบว่านี่เป็นนิยายที่เหมาะกับคนรักหนังสือไม่น้อย เพราะเรื่องราวเริ่มต้นจากร้านหนังสือเก่า กองหนังสือ และผู้หญิงคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมากับการอ่าน ก่อนจะกลายเป็นผู้เขียนชีวประวัติของผู้อื่น เรื่องย่อ *มาร์กาเรต ลีอา เป็นบุตรสาวเจ้าของร้านหนังสือเก่า เธอเติบโตท่ามกลางหนังสือและได้รับความรักความเอาใจใส่จากบิดา จากผู้อ่านผู้หลงใหลในเรื่องเล่า มาร์กาเรตก้าวมาทำงานเป็นนักเขียนชีวประวัติของนักเขียนที่ล่วงลับไปแล้ว วันหนึ่ง เธอได้รับจดหมายเชิญจาก วีดา วินเทอร์ นักเขียนนวนิยายชื่อดังผู้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ วีดามีชื่อเสียงจากผลงานของตน แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยเล่าเรื่องชีวิตจริงในการให้สัมภาษณ์เลย แต่กลับแต่งเรื่องราวหลากหลายแบบขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงคำถามเกี่ยวกับอดีต เมื่ออายุมากและสุขภาพถดถอย วีดาตัดสินใจเลือกมาร์กาเรตให้เป็นผู้บันทึกเรื่องราวชีวิตของเธอเป็นครั้งแรก และยืนยันว่าครั้งนี้คือเรื่องจริงที่มีทั้งจุดเริ่มต้น จุดกลาง และบทสรุปอย่างสมบูรณ์ อดีตของวีดาเริ่มเปิดออกผ่านเรื่องราวของครอบครัวแองเกิลฟิลด์ ความลับ ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และเหตุการณ์ที่ถูกปกปิดมายาวนาน ขณะเดียวกัน มาร์กาเรตเองก็ต้องเผชิญกับบาดแผลและคำถามในชีวิตของตนเองไปพร้อมกัน ส่วน “นิทานเรื่องที่สิบสาม” *ที่หายไปจากหนังสือเล่มแรกของวีดา วินเทอร์นั้น คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความจริงทั้งหมด ความเห็นหลังอ่าน หนังสืออาจไม่ถึงกับเป็นประเภทที่อ่านรวดเดียวจนวางไม่ลงตามคำโฆษณา แต่มีแรงดึงดูดให้ติดตามต่อไปเรื่อย ๆ เพราะอยากรู้ว่าชีวิตที่แท้จริงของวีดา วินเทอร์เป็นอย่างไร และความลับที่เธอปกปิดไว้เกี่ยวข้องกับ “นิยายเรื่องที่สิบสาม” อย่างไร ผู้เขียนเล่าเรื่องโดยสลับระหว่างอดีตของวีดาและปัจจุบันของมาร์กาเรตได้อย่างน่าสนใจ จังหวะของเรื่องให้ความรู้สึกคล้ายงานเขียนรุ่นเก่า ที่ค่อย ๆ บรรยายฉาก บรรยากาศ และความคิดของตัวละคร แตกต่างจากนิยายร่วมสมัยหลายเรื่องที่ดำเนินฉับไวราวกับบทละคร สิ่งที่น่าชอบอีกอย่างคือบรรยากาศของคนรักหนังสือ มาร์กาเรตเติบโตขึ้นในร้านหนังสือเก่า ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกองหนังสือ และพยายามเขียนงานของตนเอง ภาพเหล่านี้ชวนให้นึกถึงชีวิตของคนที่รักการอ่านไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่มีหนังสือกองเต็มห้องและยังไม่ยอมจัดให้เรียบร้อยเสียทีอย่างเรานั่นเอง นิยายที่หายไป เป็นนิยายลึกลับที่ไม่ได้อาศัยความตื่นเต้นฉับพลัน แต่ค่อย ๆ พาผู้อ่านเดินเข้าไปในอดีต ความทรงจำ และความจริงที่ถูกเล่าผ่านเรื่องเล่าอีกชั้นหนึ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบนิยายบรรยากาศขรึม มีความลับของครอบครัว และหลงใหลในโลกของหนังสือ สำนักพิมพ์: แพรวสำนักพิมพ์ ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ราคา: 325 บาท วันที่ซื้อ: 2 กันยายน พ.ศ. 2551
ซื่ออี
Fiction
อบอุ่นหัวใจกับความสัมพันธ์หลากหลายแบบ น้ำตาไหลได้เบาๆ
วรัตตา ภัทโรดม
Self-help
“เรื่องราว ‘ชีวิตเกิดใหม่’ ของผู้หญิง ที่เลือกปฏิเสธความสำเร็จและเงินเดือนครึ่งล้าน เพื่อพบสุขที่แท้” จากคำโปรยบนปก ทำให้นึกว่า เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน น่าจะเป็นหนังสือเชิงอัตชีวประวัติของผู้หญิงคนหนึ่งที่ตัดสินใจละทิ้งความสำเร็จและรายได้สูง เพื่อออกตามหาความสุขในชีวิต แต่เมื่ออ่านแล้ว หนังสือเล่มนี้กลับเป็นงานธรรมะที่เล่าผ่านประสบการณ์จริงของผู้เขียน หรือ “คุณเหมียว” มากกว่า โดยหยิบเหตุการณ์บางช่วงของชีวิตมาเล่า ทั้งเรื่องการทำงาน ความสัมพันธ์ และอารมณ์ความรู้สึกที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน ก่อนจะเชื่อมโยงไปสู่การปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เธอค่อย ๆ เปลี่ยนมุมมองและเปลี่ยนตนเองไปในทางที่ดีขึ้น เนื้อหาและข้อคิดจากหนังสือ เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เน้นอธิบายหลักธรรมอย่างเป็นตำราหนัก ๆ แต่ใช้วิธีเล่าถึง “ผล” ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรมในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการระงับความโกรธ การให้อภัย การยอมรับความจริง หรือการรู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตนเอง ในแต่ละบท ผู้เขียนสอดแทรกหลักธรรมอย่างพอดี ทำให้คนที่ไม่ค่อยอ่านหนังสือธรรมะสามารถอ่านได้ง่าย และเห็นภาพว่าการนั่งสมาธิหรือเจริญวิปัสสนานั้นไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว หากเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราอยู่กับปัญหาในชีวิตได้อย่างมีสติขึ้น ท้ายบทมีการแนะนำเว็บไซต์สำหรับผู้ที่ต้องการค้นคว้าหรือศึกษาธรรมะเพิ่มเติม จึงเหมาะกับผู้อ่านที่อยากเริ่มต้นทำความเข้าใจการปฏิบัติธรรมจากประสบการณ์ของคนธรรมดาคนหนึ่ง ความเห็นหลังอ่าน หลังอ่านจบ ความคิดที่ชัดเจนที่สุดคือ ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ภายนอก แต่อยู่ที่ใจของเราเอง ธรรมะก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้อยู่เฉพาะในหนังสือ ในวัด หรือในคำสอน หากอยู่ที่การรู้เท่าทันใจ และเลือกปฏิบัติสิ่งที่ถูกต้องในชีวิตประจำวัน หลายเรื่องเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่าอะไรดี อะไรไม่ดี แต่การรู้เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เพราะสิ่งที่ยากกว่าคือการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ เรามักเลือกเลี่ยงสิ่งที่ดีเพราะความเคยชิน ความขี้เกียจ หรือการปล่อยใจไปตามอารมณ์ หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเสมือนการเตือนใจว่า การเปลี่ยนชีวิตอาจไม่ต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่โต เพียงเริ่มฝึกเปลี่ยนความคิดในแต่ละวัน รู้ตัวเมื่อกำลังโกรธ ฝึกให้อภัย หรือแม้แต่เตือนตัวเองให้สวดมนต์ก่อนนอนอย่างจริงจังขึ้นทีละน้อย ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขที่มั่นคงกว่าเดิมได้ เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน เหมาะสำหรับผู้ที่อยากอ่านหนังสือธรรมะแบบเบา ๆ เข้าใจง่าย และต้องการกำลังใจในการนำหลักธรรมมาปรับใช้กับชีวิตจริง สำนักพิมพ์: More of Life Publishing ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ราคา: 145 บาท
โหว เหวิน หย่ง · แปลโดย อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี
Fiction
เกมชีวิต ลิขิตหัวใจ เป็นนวนิยายที่พาเข้าไปมองชีวิตและความสัมพันธ์ในวงการแพทย์ โดยเฉพาะบรรยากาศในโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รักษาผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ฝึกฝน สอนงาน และผลักดันแพทย์รุ่นใหม่ให้เติบโตในวิชาชีพ ทว่าเบื้องหลังเสื้อกาวน์และหน้าที่การรักษา กลับเต็มไปด้วยการแข่งขัน การช่วงชิงตำแหน่ง และเกมอำนาจที่อาจทำให้ “คนไข้” กลายเป็นเพียงตัวหมากบนกระดานของผู้มีอำนาจ เรื่องย่อ เรื่องราวนำเสนอความขัดแย้งของบรรดาแพทย์ในโรงพยาบาล ซึ่งต่างมีเป้าหมาย ความทะเยอทะยาน และแรงกดดันของตนเอง การรักษาพยาบาลจึงไม่ได้ดำเนินไปด้วยเหตุผลทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่บางครั้งยังเกี่ยวพันกับตำแหน่ง ผลประโยชน์ และการแข่งขันภายในองค์กร หมอซู ดูเป็นแพทย์ที่ยึดมั่นในความเป็นกลาง มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ทว่าในท้ายที่สุดก็ไม่อาจหลีกพ้นแรงผลักดันจากวังวนของอำนาจได้ ขณะที่ หมอกวนซิน ผู้ยึดถือความเที่ยงตรง กลับเลือกถอยออกจากเกมการแข่งขัน และไปทำงานเป็นแพทย์ในชนบทแทน นอกจากประเด็นในวงการแพทย์ เรื่องยังกล่าวถึงความรักที่ซ่อนเร้นมานาน ความจริงที่ต่างฝ่ายต่างปกปิดไว้ ชีวิตคู่ที่ได้รับการพิสูจน์ในยามวิกฤต และความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ดูเหมือนแน่นแฟ้น แต่แท้จริงกลับเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ โดยเฉพาะความห่างเหินระหว่างพ่อกับลูก ความเห็นหลังอ่าน จุดเด่นของหนังสือคือความกล้าที่จะนำเสนอด้านมืดของวงการแพทย์ แม้ไม่อาจยืนยันได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดสะท้อนความจริงเพียงใด แต่ก็ชวนให้ตั้งคำถามถึงระบบที่ทำให้การรักษาและชีวิตของผู้ป่วยอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือแสวงหาอำนาจ ระหว่างอ่านอดนึกถึงละครแนวการแพทย์บางเรื่องไม่ได้ ซึ่งแม้ตัวละครแพทย์จะมีปัญหาส่วนตัว ทั้งเรื่องสุขภาพ ครอบครัว หรือความรัก แต่ยังให้ความสำคัญกับชีวิตผู้ป่วยเป็นอันดับแรก ตรงกันข้ามกับแพทย์บางคนในนวนิยายเรื่องนี้ ที่ดูจะใช้ผู้ป่วยและการรักษาเป็นส่วนหนึ่งของเกมแข่งขันมากกว่าจะมองเห็นความทุกข์ของคนไข้ อีกประเด็นที่น่าสนใจคือธรรมเนียมการมอบของขวัญ เงินตอบแทน หรือ *“สินน้ำใจ”* ในวงการแพทย์ ซึ่งในเรื่องถูกนำเสนออย่างน่ากังวล เพราะแม้กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง ก็ยังอาจถูกคลี่คลายลงได้ด้วยสิ่งเดียวกันนั้นเอง เกมชีวิต ลิขิตหัวใจ จึงเป็นมากกว่านวนิยายในโรงพยาบาล แต่เป็นเรื่องที่ชวนคิดถึงศีลธรรม ความรับผิดชอบ และแรงกดดันที่อยู่เบื้องหลังวิชาชีพอันทรงเกียรติ แพทย์อาจต้องเรียนหนัก รับผิดชอบสูง ทำงานเหน็ดเหนื่อย และแบกรับความคาดหวังอย่างมาก แต่ในท้ายที่สุด ผู้ป่วยและญาติย่อมหวังให้ผู้ประกอบวิชาชีพนี้มองเห็นคุณค่าของชีวิตเหนือกว่าอำนาจ ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์ใด ๆ คำถามที่หนังสือทิ้งไว้จึงไม่ใช่เพียงว่าแพทย์คนหนึ่งเปลี่ยนไปได้อย่างไร แต่อาจรวมถึงว่า ระบบและสภาพแวดล้อมแบบใดที่ค่อย ๆ ผลักคนให้ห่างไกลจากอุดมการณ์ที่เคยเลือกเดินเข้ามาตั้งแต่แรก สำนักพิมพ์: นานมีบุ๊คส์เอโนเวล ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ราคา: 295 บาท วันที่ซื้อ: 4 เมษายน พ.ศ. 2551
ดร. ไบรอัน แอล. ไวส์ · แปลโดย มณฑานี ตันติสุข
Psychology
เราจะข้ามเวลามาพบกัน เป็นหนังสือแนวจิตวิทยาและความเชื่อเรื่องการระลึกชาติ ที่เคยได้รับความนิยมมากในช่วงเวลาหนึ่ง จนมีหนังสือเกี่ยวกับการสะกดจิต อดีตชาติ และคู่แท้ออกตามมาอีกหลายเล่ม เรื่องย่อ ผู้เขียนเป็นจิตแพทย์ผู้ใช้การสะกดจิตเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยย้อนระลึกถึงอดีตชาติ โดยมีแนวคิดว่า ความกลัว ความเศร้า ความผิดหวัง หรือปัญหาบางอย่างที่เกิดซ้ำในชีวิต อาจมีรากมาจากประสบการณ์และความผูกพันในอดีต เรื่องหลักของหนังสือกล่าวถึงผู้ป่วยสองคน คือ อลิซาเบธ และ เปโดร ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทั้งสองเข้ารับการรักษากับแพทย์คนเดียวกัน และต่างเล่าเรื่องราวจากอดีตชาติผ่านการสะกดจิต เมื่อการรักษาดำเนินไป ผู้เขียนเริ่มสังเกตว่าเรื่องราวในอดีตชาติของทั้งคู่มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างน่าประหลาด ในชาติหนึ่ง ชายหนุ่มเคยเป็นบิดาที่เสียชีวิตต่อหน้าลูกสาว ขณะที่อีกชาติหนึ่ง หญิงสาวเคยเป็นภรรยาที่ถูกพรากจากคนรักไป ด้วยจรรยาบรรณของแพทย์ ผู้เขียนไม่อาจเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวของคนไข้ให้กันและกันรับรู้ได้ สิ่งที่ทำได้คือจัดเวลานัดหมายให้ทั้งคู่มีโอกาสพบกัน แต่การพบครั้งแรกก็ยังไม่ก่อให้เกิดอะไรขึ้น จนต่อมาทั้งสองได้พบกันอีกครั้งนอกสำนักงาน และความสัมพันธ์จึงค่อย ๆ เริ่มต้นขึ้น ความเห็นหลังอ่าน หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วให้ความรู้สึกคล้ายรายงานการรักษาทางจิตเวชมากกว่านวนิยาย จึงอาจไม่ใช่หนังสือที่ให้ความซาบซึ้งหรือสะเทือนอารมณ์มากนักสำหรับผู้อ่านทุกคน แต่มีความน่าสนใจตรงที่นำเสนอเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ และการเวียนว่ายตายเกิด ผ่านมุมมองของจิตแพทย์ชาวตะวันตก แนวคิดเรื่องอดีตชาติ กรรม และคู่แท้ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคล ผู้อ่านบางคนอาจรู้สึกอินกับเรื่องราวของพรหมลิขิตและสายใยของดวงวิญญาณ ขณะที่บางคนอาจอ่านในฐานะเรื่องเล่าทางจิตวิทยาและความสัมพันธ์ของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม หนังสือชวนให้คิดว่า ความสัมพันธ์บางอย่างในชีวิตอาจมีความหมายมากกว่าที่เราเข้าใจในตอนแรก และคนที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิต อาจไม่ได้เป็นเพียงคนแปลกหน้าเสมอไป เราจะข้ามเวลามาพบกัน จึงเป็นหนังสือสำหรับคนที่สนใจเรื่องจิตใจ ความรัก และคำถามที่ว่า หากมีอดีตชาติจริง เราจะจดจำคนสำคัญของเราได้หรือไม่เมื่อกลับมาพบกันอีกครั้ง สำนักพิมพ์: ดอกหญ้า ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ราคา: 120 บาท วันที่ซื้อ: 9 ธันวาคม พ.ศ. 2541
ยาขอบ
จดหมายรักในชีวิตจริงของ “ยาขอบ” เป็นหนังสือที่น่าสนใจสำหรับผู้ชื่นชอบงานของ ยาขอบ หรือ โชติ แพร่พันธุ์ เพราะเป็นโอกาสให้ได้เห็นสำนวนรักของนักเขียนผู้นี้ในรูปแบบที่ใกล้ชิดกับชีวิตจริงยิ่งกว่านวนิยาย หนังสือรวบรวมจดหมายรักระหว่างยาขอบกับ พนิดา ภูมิศิริทัต หญิงสาวที่เขารักมากที่สุด จัดพิมพ์ขึ้นจากความตั้งใจของเทียน เหลียวรักวงศ์ ผู้เป็นเพื่อนใกล้ชิดของยาขอบ ซึ่งได้รับคำขอจากพนิดาให้นำจดหมายเหล่านี้ออกเผยแพร่ เพื่อยืนยันว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ตั้งอยู่บนความสุจริตและจริงใจ แม้คุณเทียนจะยังไม่ได้ดำเนินการในเวลานั้น จนกระทั่งพนิดาจากไป ความรู้สึกเหมือนมีสัญญาที่ค้างคาอยู่ ประกอบกับคำครหาที่มีต่อความสัมพันธ์ของทั้งสอง จึงเป็นแรงผลักดันให้จดหมายเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์แพร่พิทยาใน พ.ศ. 2516 เนื้อหาและลักษณะของหนังสือ ฉบับที่อ่านนี้มี ช่วย พูนเพิ่ม เป็นบรรณาธิการเฉพาะเล่ม มีการชำระรายละเอียดที่เคยคลาดเคลื่อน และจัดรูปเล่มตามแนวคิดเดิม คือรวบรวมจดหมายจากยาขอบถึงพนิดา จำนวน 64 ฉบับ พร้อมจดหมายตอบจากพนิดาถึงยาขอบอีก 64 ฉบับ เขียนขึ้นในช่วงเวลาที่ยาขอบทำงานบริหารหนังสือพิมพ์ สยามนิกร และได้พบรักกับพนิดา ความรักครั้งนี้มีความหมายต่อยาขอบอย่างมาก ถึงขั้นทำให้เขาตั้งใจบวชเพื่อชำระสิ่งที่มองว่าเป็นอดีตอันไม่ดีงาม และเตรียมตัวให้เหมาะสมพอจะเริ่มชีวิตใหม่กับคนรัก เขาอุปสมบทเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2482 ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แม้จดหมายเหล่านี้จะเต็มไปด้วยความหวัง ความรัก และความตั้งใจจะมีอนาคตร่วมกัน แต่ท้ายที่สุดความสัมพันธ์ก็ไม่สมหวัง กลายเป็นความรักที่เหลือไว้เพียงถ้อยคำในจดหมาย ความเห็นหลังอ่าน เสน่ห์ของหนังสืออยู่ที่ความจริงใจในภาษา จดหมายของยาขอบเต็มไปด้วยความคิดถึง ความห่วงใย ความหวงแหน และความปรารถนาจะเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อคนรัก ขณะที่จดหมายของพนิดาก็สะท้อนความรักที่อ่อนโยน แต่มั่นคงและมีเงื่อนไขสำคัญ คือเขาต้องพิสูจน์ว่าตนดีพอจะดูแลเธอได้จริง เมื่อได้อ่านจดหมายเหล่านี้ ก็ยิ่งเข้าใจว่าสำนวนรักหวานซึ้งของยาขอบในงานนวนิยายมีรากมาจากอารมณ์และประสบการณ์ชีวิตจริง เขาไม่ได้เพียงแต่งคำรักได้ไพเราะ หากเคยรัก คิดถึง หวัง และเจ็บปวดมาอย่างแท้จริง จดหมายรักในชีวิตจริงของ “ยาขอบ” จึงไม่ใช่แค่หนังสือรวมจดหมายรัก หากเป็นบันทึกของความสัมพันธ์หนึ่งที่งดงาม แม้จะไม่อาจลงเอยด้วยการครองคู่ และเป็นอีกเล่มที่ทำให้เห็นว่าสำนวนรักของยาขอบนั้น หวานลึก และมีชีวิตกว่าบทรักในนวนิยายหลายเรื่อง สำนักพิมพ์: ดอกหญ้า ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2532 จำนวนหน้า: 256 หน้า ราคา: 60 บาท วันที่ซื้อ: 10 ธันวาคม พ.ศ. 2532
สันต์ เทวรักษ์
Fiction · Classic
บันไดแห่งความรัก เป็นหนังสือเก่าที่หยิบกลับมาอ่านซ้ำได้เสมอ และมีความหมายมากกว่าความประทับใจในเนื้อหา เพราะเคยเป็นจุดเริ่มต้นของการนำถ้อยคำและคารมจากหนังสือไปแบ่งปันในชุมชนคนรักหนังสือบนโลกอินเทอร์เน็ต ความทรงจำของการได้อ่าน ได้แลกเปลี่ยน และได้พบมิตรภาพจากคนที่รักหนังสือเช่นเดียวกัน จึงผูกพันอยู่กับ บันไดแห่งความรัก มาจนถึงวันนี้ จึงนำมาเป็นเล่มแรกในบันทึกที่ "บ้านนักอ่าน" สันต์ เทวรักษ์ เป็นนักเขียนร่วมยุคในกลุ่ม “สุภาพบุรุษ” เช่นเดียวกับยาขอบ นวนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกแบบตอนต่อวันในหนังสือพิมพ์ ประชาชาติ เริ่มตั้งแต่ฉบับปฐมฤกษ์วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2475 และจบลงวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2475 โดยในเวลานั้นประเทศไทยยังถือเดือนเมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ ก่อนสำนักพิมพ์ชูลินจะนำมารวมเล่มครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2483 ผู้เขียนกล่าวไว้ในคำนำอย่างน่าสนใจว่า เรื่องนี้มิได้ตั้งใจจะเป็นบทปรัชญาหรือบทเรียนเรื่องความรัก แม้ชื่อเรื่องจะชวนให้เข้าใจเช่นนั้น หากเป็นเสมือนบันทึกความทรงจำของหญิงสาววัยรักวัยฝัน ผู้มองโลกด้วยทัศนะอันรื่นรมย์และบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยความซื่อตรงต่อความรู้สึกของตนเอง เรื่องย่อ เรื่องราวมีฉากอยู่ใน พ.ศ. 2475 ดำเนินผ่านบันทึกของ นางสาวจวงจันทร์ วรรณประไพ หรือ “แม่นิด” หญิงสาวกำพร้าซึ่งอาศัยอยู่กับครอบครัวญาติผู้ใหญ่ เมื่อ นายธาดา บุณโยปกรณ์ ส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอ แม่นิดกลับเข้าใจผิดว่าเขาเพียงเลือกเธอแทน “แม่อ่อง” บุตรสาวของเจ้าบ้าน ด้วยความเจียมตนและเห็นว่าตนมีฐานะไม่คู่ควรกับธาดา แม่นิดจึงปฏิเสธการสู่ขอ ทำให้ธาดาต้องผิดหวังและเศร้าซึม ต่อมาแม่นิดเก็บกระเป๋าสตางค์ของชายผู้หนึ่งซึ่งมีอักษรย่อ “ว.ว.ว.” ได้ และนำไปแจ้งไว้ที่สถานีตำรวจ เหตุการณ์นี้นำไปสู่การติดต่อทางจดหมายกับชายหนุ่มลึกลับนามว่า วราห์ วรวิทย์ จดหมายแต่ละฉบับค่อย ๆ สร้างความคุ้นเคย ความเข้าใจ และไมตรีจิตระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งแท้จริงแล้ว วราห์ วรวิทย์ คือบุคคลสมมติที่กลุ่มเพื่อนของธาดาร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก และมุมมองต่อชีวิตของธาดาให้แม่นิดได้รับรู้ผ่านตัวอักษร จดหมายเหล่านั้นจึงเปรียบเสมือนขั้นบันไดที่ค่อย ๆ พาแม่นิดก้าวไปสู่ความเข้าใจในหัวใจของตนเอง และนำไปสู่การพบกับธาดา ผู้มีตัวตนจริงในที่สุด ความเห็นหลังอ่าน เสน่ห์สำคัญของ บันไดแห่งความรัก อยู่ที่ภาษา สำนวนของสันต์ เทวรักษ์ เต็มไปด้วยถ้อยคำและสำนวนภาษาไทยที่งดงาม ประณีต ละเมียดละไม และยังคงกินใจ แม้ในฉากแสดงความรักอย่างการกอดหรือจุมพิต ผู้เขียนก็ถ่ายทอดออกมาอย่างนุ่มนวล ชวนฝัน และยังคงความงามของภาษาไว้ได้เสมอ หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่เพียงนวนิยายรัก แต่ยังเป็นตัวอย่างของงานเขียนภาษาไทยที่ควรอ่านเพื่อซึมซับจังหวะคำ ความประณีตของถ้อยความ และวิธีถ่ายทอดอารมณ์โดยไม่ต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมาจนเกินไป สำนักพิมพ์: ดอกหญ้า ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2535 จำนวนหน้า: 375 หน้า
สิริมา อภิจาริน
Fiction
ความรักสีฟ้า เป็นอีกเล่มที่ทำให้รู้สึกชื่นชอบความคมคายในการมองความรักของสิริมา อภิจาริน แม้จะเคยอ่านผลงานของผู้เขียนมาไม่มากนัก และเคยรู้สึกว่าเรื่องราวมักดำเนินไปอย่างเรียบ ๆ ไม่ได้มีปมซับซ้อนให้ติดตามมากมาย แต่สิ่งที่น่าประทับใจเสมอคือสำนวนภาษาอันละมุนละไม อ่านไม่หนัก ทว่าค่อย ๆ ซึมลึกและทิ้งความรู้สึกไว้กับผู้อ่าน และทำให้มุมมองของเราที่มีต่อความรักของคนเพศเดียวกันเปลี่ยนไป เรื่องย่อ เรื่องราวเริ่มต้นจากการพบกันโดยบังเอิญระหว่างชายหนุ่มคนหนึ่งกับหญิงสาวผู้มีความเกี่ยวพันกับอดีตผู้มีอุปการคุณของครอบครัวเขา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูเหมือนจะเชื่อมโยงกันผ่านเครือญาติ คนใกล้ชิด และอดีตที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ในชีวิตของหลายคน ชายหนุ่มกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เมื่อเขาได้รับการอุปการะและกำลังจะเข้าสู่การแต่งงานครั้งที่สอง ขณะที่หญิงสาวเองต้องเผชิญกับความคลางแคลง ความไม่ไว้วางใจ และความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง รวมถึงคนรักเก่าของทั้งสองฝ่าย เรื่องราวอาจดูยุ่งเหยิงในตอนต้น แต่เมื่ออ่านไปทีละน้อย ความคลุมเครือต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ ถูกคลี่คลาย ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายของเขากับอาของเธอ ความรู้สึกของเขาที่มีต่อพี่ชาย ตลอดจนความรู้สึกของพ่อเธอที่มีต่อน้องชาย ท้ายที่สุด นวนิยายได้นำไปสู่บทสรุปที่อบอุ่นเกี่ยวกับครอบครัว ว่าไม่ว่าคนในครอบครัวจะรักใคร หรือเลือกมีใครเป็นคู่ชีวิต หากความรักนั้นตั้งอยู่บนความเข้าใจและจริงใจ ครอบครัวก็ย่อมเรียนรู้ที่จะยอมรับและโอบอุ้มกันได้ ความเห็นหลังอ่าน เสน่ห์ของ ความรักสีฟ้า ไม่ได้อยู่ที่การหักมุมหรือปมเรื่องอันหวือหวา แต่อยู่ที่วิธีการค่อย ๆ พาผู้อ่านเข้าไปทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวละคร ความรักในเรื่องไม่ได้มีเพียงด้านหวานงาม หากยังมีความลังเล ความไม่แน่ใจ ความผูกพันจากอดีต และเงื่อนไขมากมายที่ทำให้คนสองคนไม่อาจรักกันได้อย่างง่ายดาย ผู้เขียนถ่ายทอดอารมณ์เหล่านี้ผ่านภาษาที่นุ่มนวล ไม่เร่งรัด และไม่หนักหน่วงจนเกินไป ทำให้แม้เรื่องจะมีความเกี่ยวโยงของตัวละครหลายชั้น ผู้อ่านก็ยังค่อย ๆ ตามความสัมพันธ์และความรู้สึกของแต่ละฝ่ายได้ สิ่งที่ชอบเป็นพิเศษคือมุมมองต่อครอบครัวของเรื่องนี้ เพราะไม่ใช่ทุกความรักจะเริ่มต้นอย่างราบรื่น หรือได้รับการยอมรับในทันที แต่เมื่อสมาชิกในครอบครัวเปิดใจรับฟังและเห็นความสุขของกันและกันเป็นสำคัญ ความสัมพันธ์ที่เคยคลางแคลงก็อาจคลี่คลายลงได้ ความรักสีฟ้า จึงเป็นนวนิยายรักที่เหมาะกับการอ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อซึมซับทั้งสำนวนอันละเมียดละไม และความหมายของความรักที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคนสองคน หากยังรวมถึงความเข้าใจและการยอมรับจากคนรอบข้างด้วย สำนักพิมพ์: มติชน ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ราคา: 155 บาท
คาลิล ยิบราน
Philosophy
ชีวิตเริ่มต้นด้วยความรัก
Paolo Coelho
Philosophy · Self-help
มีความเป็นปรัชญาที่อ่านง่าย ให้เราได้เปรียบเทียบหากเรามีเป้าหมายที่อยากจะทำอะไรก็ตาม เราจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างโดยการเปรียบเทียบกับการยิงธนู
Haruki Murakami · แปลโดย มุทิตา พานิช, มัทนา จาตุรแสงไพโรจน์ และปิยะณัฐ จีระกูรวิวัฒน์
Fiction
ตื่นเต้น ไม่เคยซื้อ boxset ของมุราคามิมาอ่านเลย แล้วมาอ่านเล่มนี้ที่ความยาวยาวมากๆ แต่คิดว่าเปิดเรื่องและโทนเนื้อเรื่องน่าสนใจ คิดว่าน่าจะอ่านได้จนจบ ผมคิดว่าเรื่องนี้มุราคามิได้เล่าตัวละครเอกอย่าง เท็งโกะ กับอาโอมาเมะ ได้มีมิติ ธีมภายในที่สอดแทรกเป็นเรื่องที่หนักพอสมควรแต่โทนการเล่าเรื่องทำให้เราอ่านได้ตลอด เรียกว่าอ่านได้เรื่อยๆเลย แป๊บๆจบเล่มแล้ว แม้ว่าจะมีจำนวนหน้าที่เกิน 500 หน้า มีความสอดแทรกโลกแฟนตาซี คิดว่ามีการเชื่อมกับความหมายของโลก 1984 บางอย่าง และมีกลิ่นอายความโรแมนติกเล็กๆเจือปนอยู่
Ashley Porton · แปลโดย ณัฐชานันท์ กล้าหาญ
Fiction · Romance · Fantasy
เรื่องแรกกับการอ่านนิยายโรแมนติกจริงจัง จากชายหนุ่มโอตาคุคลั่งแฟนตาซีกับโลกเกมออนไลน์ทั้งไทยและเทศ การอ่านโรแมนซ์แบบนี้บอกตรง ๆ ว่าทำให้รู้สึกขนลุกนิด ๆ แว่นของผมมองว่าเนื้อเรื่องสนุกและดำเนินเรื่องไว้ได้ดีมาก แต่อาจจะขาดความลึกในแบบที่ผมต้องการ แต่ได้แบบเรื่อย ๆ และช่วงหลังก็มีจุดพีคที่อื้ม ดีว่ะ! เหมือนดูคลาสสิครอมคอมดี ๆ ใจฟูสักเรื่อง แต่แฝงไปด้วยปรัชญาว่าด้วยการไปไม่กลับเล็กน้อย ไอ้อาการขนลุกเนี่ย ด้วยความที่เรื่องมันดำเนินการด้วย pov ของนางเอกซึ่งเป็นเพศแม่ของเราเนี่ย การบรรยายความหล่อเหลาเพียบพร้อมของพระเอกอาจทำให้เกิดอาการคันแก้ม ทำตัวไม่ถูก แถมน้อยเนื้อต่ำใจไปพร้อม ๆ กัน (ส่วนใหญ่ออกลูกนอยด์) แต่นั้นแหละ การอ่านเรื่องนี้ก็ได้กระตุกจิตกระชากใจผมออกจากโลกอิเซไกได้ค่อนข้างมาก พร้อมเกิดคำถามสำคัญว่า “ทำไมโรแมนซ์” ถึงโดนใจผู้หญิงในเชิงอัตลักษณ์นี้ ได้มากกว่าชายแท้เตะบอลดูดบุหรี่ขนาดนี้ และผมก็คงต้องหาคำตอบจากการอ่านมันต่อไป ฝากติดตามชายแว่นนักรักกับโปรเจคอ่านนิยายรักต่อไปด้วยนะคับ *“หวังว่าผมจะเก่งเรื่องความรักมากกว่าเล่มที่แล้วนะ”*
กิตติศักดิ์ คงคา
Romance · Fiction · History
"นั่นสิอุทิศ ไหนจริงไหนฝัน เรื่องนั้นฉันก็ไม่เคยมั่นใจ..." เป็นงานเขียนของพี่เบสที่ส่วนตัวรักมากที่สุดเท่าที่เคยได้อ่านมา เราค้นพบว่าเราชอบประเด็นใหญ่ของหนังสือเล่มนี้มากๆ เราชอบและเราอินกับมันมากๆ อีกทั้งมันยังเต็มไปด้วย easter eggs และ gimmick เอาใจนักอ่านแบบสุดๆ คือการคงอยู่ของ dialogue ระหว่างทาง และ meaning ของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันมีความหมายหมดเลย ส่วนตัวเลยแอบรู้สึกว่า หรือนี่จะเป็นงานเขียนที่พี่เบสใส่ทุกอย่างที่ตัวเองรักและอินลงไปจนหมดกันนะ . จุดที่โดดเด่นที่สุดของงานเขียนชิ้นนี้ คือเป็นวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ที่งดงามที่สุดเรื่องหนึ่งที่เราเคยได้อ่านมา มันคือประวัติศาสตร์เมื่อ 50 ปีก่อน ที่ทาบทับกับประวัติศาสตร์ของประเทศเรา แต่ในขณะเดียวกัน เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าประวัติศาสตร์เหล่านั้นมันถูกต้อง ? ในเมื่อคนเขียนประวัติศาสตร์คือผู้ชนะเสมอ (นี่คือ mindset หนึ่ง ที่ทำให้เราไม่เคยสนใจประวัติศาสตร์ เพราะเราไม่รู้ว่ามันจริงแค่ไหน) อีกทั้งมันยังพูดถึงปมความขัดแย้ง ความเชื่อ และความเป็นมนุษย์ได้ลุ่มลึกมากๆ ผ่านการใช้ภาษาที่ไพเราะและสวย เข้ากับบริบทสุดๆ เป็นงานเขียนที่เต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อยที่ชวนให้ได้แกะระหว่างอ่านและหลังอ่านจบ หรือจะอ่านเฉยๆ ไม่สนใจก็เพลิดเพลินได้เหมือนกัน . จุดที่โดดเด่นอีกอย่างคือ ตลอดทั้งเล่มเต็มไปด้วยเชื้อไฟที่เอาใจสาววายแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากๆ คือจะอ่านให้เป็นนิยายเกขมๆ เรื่องหนึ่งก็ได้ แต่จะอ่านให้ไม่เกก็ได้เช่นกัน ตลอดทั้งเล่มมีเลเยอร์ของความจริงและไม่จริงปะปนอยู่เต็มไปหมด มีทั้งมุมมองของตัวละคร และการตีความ รวมถึงช่องว่างระหว่างเรื่องราว ที่เปิดพื้นที่ให้คนอ่านได้มีส่วนร่วมเยอะมากๆ . ความเป็นมนุษย์ที่งานเขียนชิ้นนี้พูดมันทรงพลังและเข้ากับยุคสมัยมากๆ ตราบใดที่เราต่างมองว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน และเราอยู่ในโลกที่มีทั้งฝ่ายซ้ายและขวาจัดๆ คนตรงกลางล่ะอยู่ตรงไหนในสมการนี้ คำตอบมันจึงต้องมองย้อนกลับไปว่า แล้วถ้าเราไม่มีเรื่องอุดมการณ์ ไม่มีเรืองการเมือง ความเชื่อ เราจะเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ที่อยู่ด้วยกันได้ไหม
ฮิงาชิโนะ เคโงะ · แปลโดย บัณฑิต ประดิษฐานุวงษ์
Fiction · Mystery
“ฉันมีความสุขที่ได้ฟังเพลงของ เดอะบีเทิลส์กับเธอ…” เป็นนิยายสืบสวนดราม่าที่อ่านสนุก ติดมือ และสมความคาดหวังทุกประการ เพราะนอกเหนือจากพาร์ทการสืบสวนที่มีรูปแบบการสืบคดีที่ตรงเทสต์เราแบบสุดๆ แล้ว ยังครบเครื่องเรื่องรสชาติ ทั้งในความเป็นสืบสวน ตลก และรอมคอม เราชอบที่ตลอดระยะเวลาที่อ่าน เรื่องราวไม่ได้บีบคั้นทางอารมณ์อย่างรุนแรง แต่กลับทำให้เราติดตามและไม่อยากปล่อยมือผ่านการเล่าเรื่องและลำดับเรื่องที่เหมือนกับเรานั่งชมภาพยนตร์ดีๆ สักเรื่อง ถึงแม้ว่า element โดยรวมของงานเขียนชิ้นนี้จะคลีเซ่ในความเป็นงานญี่ปุ่นอยู่สักหน่อย เพราะเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1988 ก็ตามที . จุดที่โดดเด่นที่สุดของงานเขียนชิ้นนี้ คือพาร์ทการสืบสวนที่ผสมผสานเข้ากับเรื่องราวความสัมพันธ์ของ 2 ตัวละครหลักอย่าง เคียวโกะ คอมปาเนียนสาว และ ชิบาตะ ตำรวจสืบสวนหนุ่ม ที่ดันบังเอิญมาอยู่ข้างห้องกันโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่องราวขับเคลื่อนไปผ่านการสืบสวนที่จะต้องคอยไปตามหาหลักฐานผ่านคำให้การ และหลักฐานต่างๆ ที่กระจายอยู่หลากสถานที่ เพื่อรวบรวมจิ๊กซอว์ชิ้นต่างๆ ประกอบกันจนกลายเป็นคำตอบที่สมบูรณ์ พร้อมด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสองตัวละครหลักผ่านช่วงเวลาของการพักผ่อนในยามค่ำคืน ซึ่งชวนให้รู้สึกเหมือนได้ผ่อนคลายเรื่อยๆ ระหว่างทาง พร้อมด้วยเคมีของสองตัวละครหลักที่น่าลุ้นและเอาใจช่วยให้เปลี่ยนจากเพื่อนไปเป็นอื่นเสียจริงๆ . อีกจุดที่น่าสนใจเกี่ยวกับงานเขียนชิ้นนี้ คือการหยิบยกเอาอาชีพอย่าง “คอมปาเนียน” มาเป็นอาชีพหลักของตัวละคร เรารู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นความรู้ใหม่สำหรับตัวเอง (แต่อาจจะไม่ได้ใหม่สำหรับคนอื่น) เพราะเราไม่เคยรู้จักอาชีพนี้มาก่อน และไม่รู้ว่าอาชีพนี้มันต้องทำอะไรบ้างกันแน่ เราจึงได้เห็นมิติของคนที่ทำงานคอมปาเนียนผ่านคาแรคเตอร์ของตัวละครอย่าง เคียวโกะ และคนอื่นๆ รอบตัว ว่าเหตุใดกันจึงทำให้พวกเธอเหล่านี้เลือกทำอาชีพนี้ (ซึ่งก็อาจจะเกี่ยวข้องกับบริบทในยุคสมัยนั้นด้วย) ซึ่งพาร์ทนี้เป็นอีกสิ่งที่ดึงดูดให้เราสนใจอยากอ่านนิยายเรื่องนี้ตั้งแต่แรกๆ . จุดที่เราชอบที่สุดของนิยายเรื่องนี้ คือ vibes ทั้งหมดที่เราได้รับตลอดทั้งเล่ม ทั้งการสืบสวนที่ไม่ได้จำกัดอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง การออกไปสืบผ่านการชักพยานและรวมรวบหลักฐาน พาร์ทความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตัวละครหลัก ที่เคมีทั้งสองเข้ากันมากๆ จนเชียร์ให้คบกันไปเถอะตั้งแต่อ่านได้เพียงบทแรกๆ เราชอบมวลความเป็นญี่ปุ่นในหนังสือเล่มนี้มากๆ เพราะมันย่อยง่าย สนุก เห็นภาพตามชัดเจน และอย่างที่ได้บอกไว้ว่าถึงแม้หลายอย่างมันจะคลีเซ่ ทั้งในเชิงของกลคดี รูปแบบการสืบสวน เพราะเขียนตั้งแต่ปี 1988 แต่งานเขียนชิ้นนี้ก็ผ่านกาลเวลาจนพิสูจน์ตัวเองกับเราได้สำเร็จ ว่า อ.เคโงะ เป็นนักเขียนที่เล่าเรื่องได้สนุกมากจริงๆ . อีกสิ่งที่อยากขอชื่นชมเป็นพิเศษ คือการแปลที่อ่านได้ไหลลื่น กระชับ ของ อ.บัณฑิต ประดิษฐานุวงษ์ ที่ผ่านการแปลผลงานของ อ.เคโงะ มาแล้วหลากหลายเล่ม (และหลายเล่มก็เป็นผลงานที่เราชอบมากๆ ด้วย) ในเล่มนี้คือต้องชื่นชมเลย เพราะตลอดระยะเวลาที่อ่านไม่มีตรงไหนที่รู้สึกติดขัด หรืออ่านแล้วสะดุด แล้วยิ่งพอผนวกเข้ากับการเป็นงานเขียนตั้งแต่ปี 1988 อีก การได้ อ.บัณฑิต ที่เข้าใจวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมากๆ มาเป็นผู้แปล เลยเหมือนทำให้เราได้ร่วมออกสืบสวนไปกับตัวละครและพาตัวเองเข้าสู่ช่วงเวลาก่อนปี 2000 ที่เป็น setting ของเรื่องราวได้อย่างอัลตร้าสมูทสุดๆ . โดยรวมนี่คือนิยายสืบสวนที่สนุกครบรส ดำเนินเรื่องเร็วและชวนให้ติดตาม เป็นงานกลุ่ม page-turner ที่เหมาะสำหรับนักอ่านทุกคน เพราะเรื่องราวภายในเล่มค่อนข้างกระชับ อ่านติดมือ สามารถอ่านรวดเดียวจบได้ไม่ยาก แถมยังมาพร้อมกับ vibes ความเป็นญี่ปุ่นที่ชวนให้เห็นภาพตามได้เป็นอย่างดี และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับแฟนๆ ของ อ.เคโงะ ก็คือ นี่เป็นครั้งแรกที่นิยายเรื่องนี้ได้แปลเป็นภาษาไทย เพราะงั้น แฟนด้อม อ.เคโงะ ทุกคน บอกได้เลยว่า ห้ามพลาด!
Ashley Poston
Fiction · Fantasy · Romance
การเล่าเรื่องไม่น่าเบื่อ เป็นหนังสือที่มีธีมชัด ทั้งเรื่องการทำใจจากการสูญเสีย และระหว่างทางยังได้เห็นความรักของคู่พระนางที่มีความโรแมนติกอย่างมาก
ซองแฮยอน · แปลโดย มินตรา อินทรารัตน์
Fiction · Mystery
เป็นแฟนคลับของซองแฮยอน เคยอ่านงานแล้วชอบการเล่าเรื่องของนักเขียนคนนี้ เล่มนี้บรรยากาศอาจจะไม่หนักเท่าผลงานของเธอในเล่มอื่นๆ อย่าง คดีฆาตกรรมปริศนากับนกฟลามิงโก หรือ แกนั่นแหละ...ฆ่า เนื้อเรื่องเรื่องนี้มีความแบบตัวเอกเท่ๆ เน้นไปที่ความสัมพันธ์ของทีมสืบสวน และสืบคดีในบรรยากาศหอพัก ในแต่ละเรื่องเหมือนจะแยกจากกัน แต่บางอย่างก็เหมือนชื่อเรื่องคือไม่น่ามาบรรจบกันได้
Virginia Woolf
Fiction · Classic · Biography
เป็นหนังสือที่มีความคลาสสิกอยู่ในตัว รู้สึกว่าการที่ตัวเอกผันเปลี่ยนจากผู้ชายเป็นผู้หญิง จริงๆแล้วส่งผลต่อความคิดความรู้สึกของตัวเอกพอสมควร คิดว่าเป็นแนวที่อ่านไม่ง่ายและไม่นึกด้วยว่าจะให้คะแนนเต็ม แต่กลับพบว่าแม้อ่านจบมานานแล้ว แต่คงมีอะไรบางอย่างในเล่มนี้ที่ทำงานกับภายในของเราได้อย่างดีมากๆ
Haruki Murakami
Biography
เป็นเล่มที่อยากอ่านมาซักพัก เพราะอ่านงานของมุราคามิมาหลายเล่ม สุดท้ายพอได้อ่านก็รู้สึกว่าเราได้เข้าใจการทำงานของเค้ามากขึ้นและทำให้เราอินกับผลงานของมุราคามิมากขึ้น แนวนี้แบบกึ่งๆชีวประวัติ จริงๆแล้วไม่ได้อ่านบ่อย เพราะชอบอ่านแนว fiction มากกว่า แต่คิดว่าเป็นอีกเล่มที่อยากแนะนำอย่างมากโดยเฉพาะคนที่ทำงานเกี่ยวกับนักเขียนหรือคนที่เป็นแฟนคลับมุราคามิ
ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด
Short Story
ชีวิตคนอีสานสมัยใหม่ผ่านมุมมองที่ถวิลหา คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ยังเลือนลางในความทรงจำ อ่านแล้วอยากร้องไห้เพราะคิดถึงจริงๆ ทุกคนที่รักเราจากไป พร้อมอดีตที่แสนสุข ทุกวันนี้ฝนตกทีไร เสียงกบเขียดอึ่ง เสียงแมลง เสียงฟ้าร้อง ยังจำความอุ่นของผ้าห่มได้ ภายในมุ้งแม้จะเก่า แต่ก็อบอุ่นที่สุดที่มีพ่อกับแม่อยู่สองข้าง หลับอย่างเป็นสุขในบ้านของเรา มุ้งของเรา พี่ชาย พี่สาวที่เรารักก็ยิ้มแย้มยินดีที่น้องชายคนนี้ไม่งอแง คิดถึงทุกคนเมื่อได้อ่านเรื่องสั้นเล่มนี้ ลองอ่านดูนะครับ
José Saramago
Fiction · Philosophy
เป็นเล่มแนว dystopia ที่เราชอบมากเล่มนึงตั้งแต่เคยอ่านมา เรานึกไม่ถึงว่าหากคนในสังคมมีแต่คนตาบอด โลกเราจะเป็นอย่างไร ไม่แปลกใจเลยที่นักเขียนได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม
คราม
Fiction · Romance
เรื่องราวของนักเลงหนุ่มพระนคร กับครูสาวบ้านนอก ที่ถูกหลอกมาเพื่อเป็นล่ามแปลภาษาให้กับการค้าฝิ่นของผู้มีอิทธิพลในพระนคร รวี เป็นสาวบ้านนอก ฐานะยากจน เข้าพระนครมาด้วยความหวังว่าจะมาเป็นครู โดยไม่รู้ว่าตัวเองนั้นโดนหลอกมาเป็นล่ามในการเจรจาค้าฝิ่น ด้วยความผิดพลาดในการเจรจารอบแรก ทำให้รวียังไม่ทันได้ทันหน้าที่ในการเป็นล่าม รวีจึงถูกเก็บไว้ใช้งานในการเจรจาครั้งถัดไป โดยส่งต่อให้ไอ่หมาบ้าอย่าง 'แดนไตร มหานาค' นักเลงที่ทั้งพระนครต่างเกรงกลัว ดูแลต่อ แดนไตร พาครูรวีไปอยู่ที่บาร์กินรี โดยรวีรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยแม่ครัว คอยล้างจานอยู่ในครัว การเข้าไปอยู่ในบาร์กินรีทำให้ รวี ได้พบเจอกับมิตรภาพที่ดี รวมถึงความสัมพันธ์ของเธอกับเขาก็พัฒนาก่อเกิดเป็นความรักที่แน่นแฟ้น รวีสามารถละลายหัวใจของนักเลงหนุ่มลงได้ด้วยหัวใจที่ดีงามของเธอเอง คนที่ชาวบ้านต่างโจษจันกันว่าชั่วช้า เลวทราม แต่กลับเธอมองเข้าไปถึงเนื้อแท้ของเขาและเข้าใจว่าเขาไม่ได้เลวร้าย แต่เพราะสังคมที่หล่อหลอมให้เขาต้องเป็นนักเลงเพื่อเอาตัวรอด รวีใฝ่ฝันที่จะมีชีวิตที่เรียบง่ายกับเขา แต่การถอนตัวจากวงการนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แดนไตรและวรี ต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคเคียงข้างกัน ท้ายสุดแดนไตรก็ได้ชดใช้กรรมของการทำตัวชั่วช้ามาตลอดหลายปี และหลุดพ้นออกเป็นแค่ 'แดนไตร' คนธรรมดาที่พร้อมจะเคียงข้าง ครูรวีตลอดไป
เทราจิ ฮารุนะ
架空の犬と嘘をつく猫 บ้านที่มีแมวขี้โกหกกับหมาในจินตนาการ 架空の犬と嘘をつく猫 เล่าเรื่องราวของครอบครัวฮาเนะโกะ ครอบครัวธรรมดาๆที่รวมสมาชิก 3 วัย ทั้ง พ่อแม่ ลูก และปู่ย่า ชีวิตดำเนินไปในฐานะชนชั้นกลาง จนเมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่ง ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แสนเปราะบางได้ขาดผึง "... แกน่ะเป็นเด็กที่ไม่มีประโยชน์อะไรต่อสังคมเลย คำพูดของย่าที่เคยบอกยามาบุกิเมื่อนานมาแล้วหวนกลับมาอีกครั้ง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเหตุผลให้ยามาบุกิไม่ควรมีตัวตนบนโลกนี้เสียเมื่อไร..." (หน้าที่ 183) 😥 หนึ่งชีวิตที่สูญเสียไป... แบบไม่มีวันกลับ หกชีวิตที่เหลืออยู่... แตกสลาย... จริงหรือ??? 🥲 งานเขียนที่คิดว่าจะฮีลใจ 😥 กลายเป็นงานสะท้อนภาพจริงรสขม 🙃 ผู้เขียน เทราจิ ฮารุนะ ผู้แปล วิฬาร์
เซินไป๋เซ่อ · แปลโดย เฉินซี
Fiction · Romance
พระเอกเป็นฮ่องเต้แต่วิญญาณหลุดเข้าไปอยู่ในสุนัข นางเอกฉลาด เป็นสนมที่พระเอกไม่รักแต่เก็บสุนัขตัวนี้ได้ เป็นเรื่องที่อ่านเพลินมาก ความสนุกครบ
เชียนซานฉาเค่อ · แปลโดย ห้องสมุด
ย้อนเวลากลับมาแก้แค้นต้องนักเขียนคนนี้ นางเอกฉลาด ทำได้ทุกอย่าง แก้แค้นสนุกเอาคืนแบบเก็บครบ พระเอกคอยช่วยเหลือ เป็นความรักไม่หวือหวา
ฮวารื่อเฟย · แปลโดย ห้องสมุด
Fiction · Romance
นางเอกกับพระเอกย้อนเวลากลับมา นางเอกอยากหนีจากพระเอกแต่พระเอกตามง้อ ชอบเรื่องนี้ที่นางเอกใจแข็งมาก ไม่ให้อภัยง่าย ๆ สนุกทุกเล่ม
ซุนเตาหาน · แปลโดย เทียนซิง
Fiction · Romance
นางเอกน่ารัก ตลก น่าเอ็นดู ต้องคอยเอาใจคนอื่น ๆ เพื่อเอาตัวรอดในวังหลวง เล่ม 3 อาจจะออกทะเลบ้าง โดยรวมอ่านเพลินดี
ซือซิง
Fiction · Romance
นิยายเล่มเล็กแต่สนุก ไม่น่าเบื่อ นางเอกมีปมทำให้เป็นใบ้ พระเอกดีกับนางเอกมาก มีดราม่าเล็กน้อย แก้ปมได้ดี จบสุขนิยม
กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ
Fiction · Philosophy · Spirituality · Classic
เป็นเล่มที่หนามากสำหรับเรา รอบแรกอ่านไม่จบ พอรอบสองมาอ่านอีกทีแล้วอ่านจบในรอบนี้ สำหรับเราคิดว่านี่คือหนังสือคลาสสิกที่ควรอ่านซักครั้งในชีวิต เป็นหนังสือที่มีธีมหลายอย่างสอดแทรกผ่านในหลายยุคของ 7 รุ่นของครอบครัวหลัก โดยเฉพาะซักวันเราก็จะถูกลืม และการเขียนที่มี magical realism สอดแทรกด้วย
มาริ ยูกิโกะ
Fiction · Mystery
เป็นหนังสือสืบสวนที่มีสอง timeline ประเด็นธีมที่ซ่อนอยู่คือมุมมองต่อแฟลตในอดีต ที่มองว่าเป็นอีกสถานะหนึ่งของคนที่มีความมั่นคงมากขึ้น ในแง่การไขคดี แม้เราจะทายได้ลางๆระหว่างการอ่านว่าใครคือคนร้าย แต่ก็ยังนับว่าเป็นหนังสือที่อ่านได้สนุก ส่วนการออกแบบ ผมชอบการออกแบบเพราะตอนเดินผ่านร้านหนังสือรู้สึกว่าเป็นโทนสีทำให้เราต้องหยุดมองเมื่อตั้งกับหนังสือข้างๆ