บริการรับนวดหน้า
ชาติ กอบจิตติ
Short Story
@kongkait
กวี นักเขียน อ่านหนังสือได้ทุกแนว แต่ชอบสุดคือ "วรรณกรรม"
หมุดหมายที่ปักไว้
รวม 11 เรื่องสั้นจาก 11 นักเขียน
Short Story
อ่านแล้วชอบมาก มันหลายอารมณ์อ่ะ คือแบบเศร้า ขำ หลงรัก ลุ้น มีรวมหมด แต่กลับไม่มีความกลัวเลยนะ เรื่องที่ชอบก็คงเป็นเรื่อง ที่ผีแฟนเก่ามาบอกแฟนใหม่ของพระเอก ให้แกล้งพระเอกเหมือนตอนที่ผีตนนั้นตาย สมน้ำหน้ามัน
Ari · แปลโดย ธัชชา ธีรปกรณ์ชัย และ ชุลีวรรณ ไหลเจริญ
Comics
อ่านจบแล้ว เป็นเรื่องราวของความรักหลาย ๆ รูปแบบ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องราวความรัก ที่เจอได้เป็นประจำ ทั้งความเศร้า ความสุข ความสนุก และความผิดหวัง รวมไว้ในประโยคข้อความสั้น ๆ บ้างก็เป็นประโยคสนทนา ระหว่างคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง
อุดม แต้พานิช
จะว่าดีไหม ผมคิดว่าดี เพราะผ่อนคลายสมองก็ว่าได้ อ่านเล่มนี้ไม่ต้องคิดอะไร เอาง่ายคือต้องถอดสมองถึงจะเข้าใจ มีหลายประโยคที่ทัชใจ ไม่ใช่เอาซึ้ง แต่มันโดนเพราะน่าขำ แน่นอน..ต้นตำรับ comedy เมืองไทย ยังไงก็ตลกเข้าว่า แต่ทว่าได้ข้อคิดไหม ผมว่าได้ถ้าอ่านไม่จริงจัง
ศุ บุญเลี้ยง
Short Story
อ่านแล้วชอบ ที่จริงชอบเกือบทุกเรื่อง แต่เรื่องที่มันส์และชอบที่สุดคงจะเป็น "โศกนาฏกรรมนี้มีกลิ่น" เพราะอ่านแล้วความรู้สึกสมน้ำหน้าและ สะใจ แถมทำให้ยิ้มได้อีกต่างหาก
สมจุ้ย เจตนาน่าสนุก
Essay
"ฮวงสมจุ้ย" ถือเป็นหนังสือเล่มแรกที่อ่านจบเล่มในช่วงชีวิตนี้เลยก็ว่าได้ เพราะแต่ละเล่มที่ซื้อมา ไม่เคยอ่านจบเลยซักกะที เนื้อหาของพี่จุ้ยแต่ละเรื่อง ทั้งในหนังสือและเพจเฟสบุ๊ค เป็นเรื่องที่ชอบเป็นอย่างมาก ทั้งทัศนคติต่างๆที่พยายามสื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้ แต่ไม่ค่อยกล้าที่จะอ่านออกมาให้สาธารณะชนได้ยินหรอก เพราะกลัวผู้อื่นจะไม่เห็นด้วย กลับมาพูดถึงเนื้อหาในเล่มนี้ อยากจะบอกเลยว่า "สนุกตั้งแต่คำนิยมที่เขียนด้วย'หนุ่มเมืองจันท์'แล้ว" ซึ่งแกแต่งนามปากกาใหม่ให้สมจุ้ยว่า 'จุ้ย ญาณทิพย์' ที่เป็นญาติของ เจน ญาณทิพย์ แต่เรื่องนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่นัก เพราะเห็นว่านามปากกาที่จะเหมาะกับสมจุ้ยมากที่สุดคือ "สมจุ้ย เจตนาน่าสนิท" เพราะคิดว่าการที่เป็นคนชอบติเรื่องนู้นเรื่องนี้ทั้งเรื่องการเมือง เรื่องการบันเทิง หรือเรื่องการศึกษานี้เอง โดยถือว่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมดทั้งสิ้นและในบางเรื่องตัวเองก็เคยเจอมากะตัว อย่างเช่น ค่ายเกือบทุกค่าย ทั้งค่ายรัก(ษ์)ภาษาไทย ค่ายอังกฤษ หรือค่ายสังคม มักมีกิจกรรมละลายพฤติกรรมอยู่เกือบเสมอ ซึ่งเวลาที่คุณสมจุ้ยเขาไปเป็นวิทยากร วิทยากวน จัดอบรมนักเรียนแล้วนั้น เมื่อแกไปเจอกิจกรรมที่ซ้ำๆเดิมๆนี้ แกก็เลยไปถามเด็กๆที่เป็นสตาฟฟ์ของค่ายประมาณว่า "จะไปละลายพฤติกรรมเขาทำไม" ซึ่งเรื่องนี้ไม่คัดค้าน แล้วอยากจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ากิจกรรมละลายพฤติกรรม บางค่ายลากเวลาไปถึงสิบเอ็ดโมงเลยก็ยังมี แล้วถ้าหากเด็กคนนั้นประพฤติดีอยู่แล้ว พฤติกรรมของเขาคงมอดม้วยมรณาไปกับกิจกรรมนี้อย่างเป็นแน่ อย่างไรก็ตาม หากถามว่า "หนังสือเล่มนี้ผิดแผกแตกต่างไปจากหนังสือเล่มอื่นอย่างไร" ผมคิดว่าแตกต่างในการใช้ภาษาที่สามารถนำมาคล้องจองกันได้สละสลวยมากๆ ซึ่งมันดึงดูดให้อ่านได้จนจบและทำให้ไม่อยากจะหยุดอ่านเลยสักนิด เพราะฉะนั้นหนังสือเล่มนี้ จึงทำให้อยากซื้อผลิตภัณฑ์ด้านภาษาที่อยู่ในเครือกะทิกะลาเพิ่มอีกสัก 2 เล่มเลยทีเดียวเชียว
คณะศิษย์กะทิกะลา
Essay
"เรื่องราวพอสังเขปของศุ บุญเลี้ยง โดยเหล่านักเล่า ผู้เป็นลูกน้อง ลูกศิษย์ และมิตรสหาย" ความศุพอสังเขป อาจเป็นหนังสือที่คลอดออกมาสำหรับวัยรุ่น GenAlpha ที่ไม่เคยรู้จัก ศิลปิน นักคิด นักเขียน นักร้อง นักแต่งเพลง นักจัดกระบวนการอบรม และสารพัด 'นัก' ที่ไม่ได้เอ่ยอีกก็มากโข หรืออาจเป็นหนังสือที่สามารถสื่อถึงมุมมองความคิดของเขา ให้แฟน(ค)ลับๆอย่างเราได้รู้จัก ศุ บุญเลี้ยง ให้มากยิ่งขึ้น ครั้นอ่านครบจบเล่มแล้ว ก็เหมือนได้รู้ว่า ศิลปินอารมณ์ดีบ้างไม่ดีบ้างชอบอะไรไม่ชอบอะไร อย่างเช่น พี่จุ้ยชอบนวดและว่ายน้ำเป็นชีวิตจิตใจ แต่ถ้าที่ไหนไม่มีสระว่ายน้ำไว้รองรับ ก็ขอให้มีสถานที่ที่สามารถวิ่งได้ในช่วงพระอาทิตย์กำลังออกเดินทางมาทำงาน กลับกัน การนวดเป็นสิ่งที่พี่นั้นขาดเสียไม่ได้ ไม่ว่าจะเดินทางไปในแห่งหนใดก็ตาม อีกอย่างหนึ่งที่อ่านแล้วประทับใจคือ การที่จารย์และลูกศิษย์หรือมิตรสหายโคจรมาเจอะเจอกัน ช่างเป็นอะไรที่น่าประทับยิ่ง บางคนเมื่อเจอพี่จุ้ยเป็นครั้งแรกก็ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะและอาจจะเป็นลมล้มไปในวินาทีนั้นเลยก็เป็นได้ (หนึ่งในนั้นคือตัวฉันเอง) แต่สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้นคือ ความเป็นกันเองของพี่จุ้ยแบบเป็นกันเองมากๆ (เป็นกันเองจนเกรงใจ) โดยเรื่องราวเหล่านี้ สาธยายโดยนักเล่าเรื่องที่ผมสันนิษฐานว่าสนิทชิดเชื้อกับพี่จุ้ยมานานนับหลายปี อย่าง... เหมือนแพร : นักโฆษณาที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียน จึงมาขอฝากตัวเป็นศิษย์กับจารย์จุ้ย โปรโจ : บาเรสต้าที่โชคชะตานำพาให้รู้จักพี่จุ้ย ณับปราณ : ครูที่ได้เรียนรู้ภาษาชีวิตจากจารย์จุ้ย ทมทั่วไทย : ที่เห็นพี่เป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต คีตปราน : มิตรสายใต้ที่สแตนบายให้ความช่วยเหลือ โอเคคับ : ผู้ที่ต่อยอดความฝันผ่านผลงานของจารย์จุ้ย นกแอน : ผู้ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นศิษย์ก้นกุฎิและเป็นลูกน้องในเวลาเดียวกัน และอีกสองท่านที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ... ตี้ ณ สติ : นักรังสรรค์สิ่งห่อหุ้มร่างกายมนุษย์จากสีและเส้นใยธรรมชาติ ภักดี ไชยหัด : นักกวี นักร้อง และนักแต่งเพลงที่แต่งเพลง "หลีกเมือง" ได้ไพเราะยิ่งนัก
เหมือนแพร
ฉันเคยดาวน์โหลดหนังสือทดลองอ่านเล่มหนึ่งจากแอป meb ด้วยความอยากลอง แต่เมื่อได้ทดลองดูแล้วกลับรู้สึกหลงใหลในการเล่าเรื่องของนักเขียนคนนี้ยิ่งนัก จนแทบอดใจไม่ไหว จึงรีบอินบอกซ์เพื่อแจ้งความจำนงประสงค์อยากจำจองเล่มนี้ ครั้นหนังสือมาถึงมือ ไม่รอช้า ฉันรีบเปิดอ่านทันที ขณะอ่าน...รู้สึกว่าทุกตัวอักษร ทุกเรื่องราวของบาร์เรสต้ากับลูกค้า หรือ ทุกเรื่องราวของคนกาแฟ มันทำให้เหมือนกำลังอยู่ในเหตุการณ์นั้น ๆ เพราะเทคนิคการเล่าในแต่ละบทนั้นมันคล้ายดั่งละครตอนสองทุ่ม แถมบางบทเธอยังสอดแทรกเกร็ดที่เกี่ยวกับกาแฟเข้าไปในความสนุกสนานนั้น ...ซึ่งทำให้ฉันเผลอยิ้มให้โดยไม่รู้ตัว แล้วเนื้อหาจบลงตรงหน้า 153 มีความสุขใจขณะวางหนังสือลงเล็กนัอย เป็นความสุขที่ทำให้นึกถึงวันนั้นที่ได้จิบกาแฟแก้วแรกของชีวิต กลิ่นหอมกรุ่น รสชาติละมุน และความติดใจในบรรยากาศของคาเฟ่ คล้ายให้ฉันติดมันอย่างงอมแงม ...และฉันอยากจะบอกว่า “หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกของก้องเกียรติที่อ่านจบเพียงไม่กี่วัน”
บินหลา สันกาลาคีรี
Fiction
อ่านจบสักที... #เพลงพญาเหยี่ยว เล่มนี้จะหาว่ายากไหมก็อ่านยากพอควร ถ้อยคำบางอันไม่ชินตา จึงต้องทำให้ไปค้นดู แต่ถึงกระนั้นชอบวิธีการเล่า ทั้งเรื่องของการทำสัตว์มาเปิดเรื่อง แถมสามารถชักจูงความรู้สึกได้ เช่นพออ่านช่วงต้น ๆ กลับรู้สึกสงสารฟอนคอน แต่พออ่านไป ๆ สงสารกีมาร์มากกว่า และเมื่ออ่านจนจบเล่มกลับยกเล่มนี้เป็น best seller ในดวงใจ เพราะอ่านไปก็เหมือนกับการดูละครไปพลางๆด้วย
ทริน่า เพาลัส · แปลโดย อนุรักษ์ เม่นหรุ่ม
Children's · Comics
ขอบอกว่าดีต่อใจมาก ๆ โดยเล่มนี้เล่าถึงมันเป็นความพยายามของหนอนที่จะไปอยู่จุดสูงสุดของภูเขาหนอนนั้นให้ได้ แต่พอถึงบนยอดกลับรู้ว่า นั่น...ไม่ใช่จุดหมายที่แท้จริง
ศิริวร แก้วกาญจน์
Short Story
อ่านยาก เพราะสะอึก จุก กับเรื่องราวที่มีอยู่ในนั้น ถึงกระนั้นมันก็ทำให้เราลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับช่างซ่อมตุ๊กตา เกิดอะไรขึ้นกับแพะ เกิดอะไรขึ้นกับเด็กชายและเด็กหญิงคู่นั้น จะบอกว่านักเขียนใจร้ายกับนักอ่านก็ไม่ใช่ จะบอกว่ายินดีที่ได้อ่านก็ไม่เชิง ถึงกระนั้นเล่มนี้น่าจะอ่านจบภายในสองอาทิตย์ เพราะไม่อยากวางมันลง
ศุ บุญเลี้ยง
Essay
หนังสือศิลปะที่นำพาให้เดินทางไปในโลกของความคิดจิตรกร ทั้งความเป็นมา วิธีคิด วิถีชีวิต ซึ่งเป็นหนังสืออันคล้ายจุดประกายให้ลุกไปจับพู่กัน แล้วไปฝึกรังสรรค์ภาพออกมา คิดว่าเป็นหนังสือเฉพาะ หากคนที่เล่นสี อาจจะคิดว่าเล่มนี้ทันสมัย...ไม่มีเก่า แต่ถ้าเป็นบุคคลทั่วไป อาจจะคิดว่าเล่มนี้อะไร...ไม่เข้าใจจริงๆ ทว่าอิฉันก็อยากจะให้ไปลองสรรหาอ่านดู Rare item เลยแหละเล่มนี้
ลาว คำหอม
Short Story
"....อ่านจบแล้ว คือแบบจะดาร์กไปไหนกันเจ้าค่ะ" ฟ้าบ่กั้น ของลุง "ลาว คำหอม" เป็นเรื่องสั้นที่สะท้อนสังคมในยุคสมัยหนึ่งของไทย (น่าจะยุคหลังคณะราษฎร์ ช่วงรัฐบาลทหาร....ที่จับใจความมาจากการอ่านอ่ะนะ) ซึ่งนำเสนอวิถีของชาวบ้าน ชาวป่า ชาวเมือง หรือประชาชนว่ามีความลำบากอย่างไร (แล้วมีใครบ้างที่สบาย? คิดต่อกันเอาเองนะ....) ที่สำคัญเมื่ออ่านไปอ่านมา ผมก็ต้องกลับไปย้อนดูว่าพิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อไหร่ เพราะมันดูเหมือนว่าเป็นหนังสือใหม่ที่เพิ่งเขียนมาหมาด ๆ เสียด้วยซ้ำ การเขียนของคุณลุงมีลักษณะเด่นเป็นพิเศษคือมันจะไม่มีตอนจบเหมือนเรื่องสั้นของคนอื่น ๆ มันน่าสนุกตรงนี้แหละ ทำให้ได้คิดต่อ สำรวจจิตว่ามีไรเกิดขึ้นบ้าง บางเรื่องก็เข้าใจ บางเรื่องก็มีแอบเอ๊ะอยู่เหมือนกัน555 อ่านไปอ่านมาเกิดเวทนาอยู่หลายเรื่อง แต่เรื่องที่ชอบสุดคือ "ไพร่ฟ้า" คือตอนอ่านโคตรเศร้า มันจะเศร้าไปไหน สงสารเจ้าอินถาสุด ๆ
รมณ กมลนาวิน
Short Story
คืออ่านจบแล้ว...ชอบอ่ะะ เอาตามตรงผมเป็นคนสมาธิสั้น เป็นนักเขียนที่จิตไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เป็นนักอ่านที่ไม่มีศักยภาพพอที่จะตั้งจิตอยู่กับตัวอักษรได้นาน ตอนอ่านเล่มนี้...มีบางบรรทัดที่อ่านแล้ว เด็กสมาธิสั้นมีแอบวอกแวกบ้าง แต่พออ่านไปๆ นักเขียนกลับตบหน้านักอ่านให้อ่านต่อ แล้วเอาปากกาทิ่มๆๆ ตรงหัวใจ จนจุกอก หลายเรื่องที่ทำให้จุกอก เมียพม่าแล้วหนึ่ง ... กอดพระจันทร์แล้วสอง ... **และอีกอย่างที่สัมผัสได้ เรื่องราวดูคล้ายจะเกิดในชุมชมเดียวกัน ซึ่งโคตรจะคม .. ไปหาอ่านมาซะ
อุรุดา โควินท์
Fiction
คือแบบ มันคือดีอ่ะ ไม่รู้จะพูดอะไรละ มันดี ดี และดี ช่วงช็อตเศร้าก็เศร้าแบบเศร้าเกิน ช่วงช็อตหวานก็แบบ แหมมม...หวานเกิน ซึ่งพออ่านจบฉันอาจสามารถนิยามตัวเองได้อย่างสนิทใจเลยว่า ฉันคงเป็นผู้ชายที่คล้ายกับตัวละครในนวนิยายเรื่องนี้แหละ