Feed — บ้านนักอ่าน
นิยาย
168
Baannakarn · Reader to Reader
พื้นที่ส่งต่อหนังสือดีๆ จากนักอ่านสู่นักอ่าน
ความรักสีฟ้า
สิริมา อภิจาริน
Fiction
★★★★★★★★★★🥰🥹
ความรักสีฟ้า เป็นอีกเล่มที่ทำให้รู้สึกชื่นชอบความคมคายในการมองความรักของสิริมา อภิจาริน แม้จะเคยอ่านผลงานของผู้เขียนมาไม่มากนัก และเคยรู้สึกว่าเรื่องราวมักดำเนินไปอย่างเรียบ ๆ ไม่ได้มีปมซับซ้อนให้ติดตามมากมาย แต่สิ่งที่น่าประทับใจเสมอคือสำนวนภาษาอันละมุนละไม อ่านไม่หนัก ทว่าค่อย ๆ ซึมลึกและทิ้งความรู้สึกไว้กับผู้อ่าน และทำให้มุมมองของเราที่มีต่อความรักของคนเพศเดียวกันเปลี่ยนไป
เรื่องย่อ
เรื่องราวเริ่มต้นจากการพบกันโดยบังเอิญระหว่างชายหนุ่มคนหนึ่งกับหญิงสาวผู้มีความเกี่ยวพันกับอดีตผู้มีอุปการคุณของครอบครัวเขา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูเหมือนจะเชื่อมโยงกันผ่านเครือญาติ คนใกล้ชิด และอดีตที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ในชีวิตของหลายคน ชายหนุ่มกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เมื่อเขาได้รับการอุปการะและกำลังจะเข้าสู่การแต่งงานครั้งที่สอง ขณะที่หญิงสาวเองต้องเผชิญกับความคลางแคลง ความไม่ไว้วางใจ และความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง รวมถึงคนรักเก่าของทั้งสองฝ่าย เรื่องราวอาจดูยุ่งเหยิงในตอนต้น แต่เมื่ออ่านไปทีละน้อย ความคลุมเครือต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ ถูกคลี่คลาย ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายของเขากับอาของเธอ ความรู้สึกของเขาที่มีต่อพี่ชาย ตลอดจนความรู้สึกของพ่อเธอที่มีต่อน้องชาย ท้ายที่สุด นวนิยายได้นำไปสู่บทสรุปที่อบอุ่นเกี่ยวกับครอบครัว ว่าไม่ว่าคนในครอบครัวจะรักใคร หรือเลือกมีใครเป็นคู่ชีวิต หากความรักนั้นตั้งอยู่บนความเข้าใจและจริงใจ ครอบครัวก็ย่อมเรียนรู้ที่จะยอมรับและโอบอุ้มกันได้
ความเห็นหลังอ่าน
เสน่ห์ของ ความรักสีฟ้า ไม่ได้อยู่ที่การหักมุมหรือปมเรื่องอันหวือหวา แต่อยู่ที่วิธีการค่อย ๆ พาผู้อ่านเข้าไปทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวละคร ความรักในเรื่องไม่ได้มีเพียงด้านหวานงาม หากยังมีความลังเล ความไม่แน่ใจ ความผูกพันจากอดีต และเงื่อนไขมากมายที่ทำให้คนสองคนไม่อาจรักกันได้อย่างง่ายดาย
😱 หลอน/น่ากลัว
2
ผู้เขียน
ถ่ายทอดอารมณ์เหล่านี้ผ่านภาษาที่นุ่มนวล ไม่เร่งรัด และไม่หนักหน่วงจนเกินไป ทำให้แม้เรื่องจะมีความเกี่ยวโยงของตัวละครหลายชั้น ผู้อ่านก็ยังค่อย ๆ ตามความสัมพันธ์และความรู้สึกของแต่ละฝ่ายได้ สิ่งที่ชอบเป็นพิเศษคือมุมมองต่อครอบครัวของเรื่องนี้ เพราะไม่ใช่ทุกความรักจะเริ่มต้นอย่างราบรื่น หรือได้รับการยอมรับในทันที แต่เมื่อสมาชิกในครอบครัวเปิดใจรับฟังและเห็นความสุขของกันและกันเป็นสำคัญ ความสัมพันธ์ที่เคยคลางแคลงก็อาจคลี่คลายลงได้
ความรักสีฟ้า จึงเป็นนวนิยายรักที่เหมาะกับการอ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อซึมซับทั้งสำนวนอันละเมียดละไม และความหมายของความรักที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคนสองคน หากยังรวมถึงความเข้าใจและการยอมรับจากคนรอบข้างด้วย
สำนักพิมพ์: มติชน
ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
ราคา: 155 บาท
1Q84
Haruki Murakami · แปลโดย มุทิตา พานิช, มัทนา จาตุรแสงไพโรจน์ และปิยะณัฐ จีระกูรวิวัฒน์
Fiction
★★★★★★★★★★😲🤯🤔
ตื่นเต้น ไม่เคยซื้อ boxset ของมุราคามิมาอ่านเลย
แล้วมาอ่านเล่มนี้ที่ความยาวยาวมากๆ แต่คิดว่าเปิดเรื่องและโทนเนื้อเรื่องน่าสนใจ คิดว่าน่าจะอ่านได้จนจบ
ผมคิดว่าเรื่องนี้มุราคามิได้เล่าตัวละครเอกอย่าง เท็งโกะ กับอาโอมาเมะ ได้มีมิติ ธีมภายในที่สอดแทรกเป็นเรื่องที่หนักพอสมควรแต่โทนการเล่าเรื่องทำให้เราอ่านได้ตลอด เรียกว่าอ่านได้เรื่อยๆเลย แป๊บๆจบเล่มแล้ว แม้ว่าจะมีจำนวนหน้าที่เกิน 500 หน้า
มีความสอดแทรกโลกแฟนตาซี คิดว่ามีการเชื่อมกับความหมายของโลก 1984 บางอย่าง และมีกลิ่นอายความโรแมนติกเล็กๆเจือปนอยู่
ขอให้รักครั้งนี้รสชาติอร่อยด้วยเถอะ
คิมอินซุก · แปลโดย ชฎาพร จารย์ปัญญา
Fiction · Romance
★★★★★★★★★★
เล่มที่สองแบบต่อกันติด ๆ ขอให้รักครั้งนี้รสชาติอร่อยด้วยเถอะก็อ่านไปละหิวไปจริง การดำเนินเรื่องมีแก่นสำคัญคือการนำปัญหาความอ้วนในหลากหลายรูปแบบมาผสมกัน ค่อนข้างตอกย้ำประเด็นได้ดีมากแต่ก็อาจมีซ้ำซากอยู่บ้าง
ความน่าสนใจคือการปะทะกันของความอ้วนและความรัก การรักโดยไม่มีเงื่อนไขไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไรกับการน้อยใจของการอ้วนที่มักโดนสังคมถ่มถุยอยู่เป็นประจำ ถ้าอยากรู้ว่าใครชนะคงต้องไปลองอ่านเอง
ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกเหมือนดูซีรีย์เกาหลีรอมคอมดี ๆ ซักเรื่องที่มีพระเอกเป็นนัมจูฮยอกและนางเอกก็อีซองคยอง (นัมเบอวันคิมบ๊กจูไอเลิฟยูว่ะ) มันก็สนุกในเชิงเรื่อย ๆ เพลิน
สุดท้ายประโยคเด็ดใจของผมในเรื่องนี้ก็คือ
“การเครียดละสูบบุหรี่กับการเครียดละกินต่างกันยังไง ในเมื่อการตายเพราะมะเร็งปอดกับการตายเพราะอ้วนก็คงไม่ต่างกัน”
The Dead Romantics
Ashley Porton · แปลโดย ณัฐชานันท์ กล้าหาญ
Fiction · Romance · Fantasy
★★★★★★★★★★
เรื่องแรกกับการอ่านนิยายโรแมนติกจริงจัง จากชายหนุ่มโอตาคุคลั่งแฟนตาซีกับโลกเกมออนไลน์ทั้งไทยและเทศ การอ่านโรแมนซ์แบบนี้บอกตรง ๆ ว่าทำให้รู้สึกขนลุกนิด ๆ
แว่นของผมมองว่าเนื้อเรื่องสนุกและดำเนินเรื่องไว้ได้ดีมาก แต่อาจจะขาดความลึกในแบบที่ผมต้องการ แต่ได้แบบเรื่อย ๆ และช่วงหลังก็มีจุดพีคที่อื้ม ดีว่ะ! เหมือนดูคลาสสิครอมคอมดี ๆ ใจฟูสักเรื่อง แต่แฝงไปด้วยปรัชญาว่าด้วยการไปไม่กลับเล็กน้อย
ไอ้อาการขนลุกเนี่ย ด้วยความที่เรื่องมันดำเนินการด้วย pov ของนางเอกซึ่งเป็นเพศแม่ของเราเนี่ย การบรรยายความหล่อเหลาเพียบพร้อมของพระเอกอาจทำให้เกิดอาการคันแก้ม ทำตัวไม่ถูก แถมน้อยเนื้อต่ำใจไปพร้อม ๆ กัน (ส่วนใหญ่ออกลูกนอยด์)
แต่นั้นแหละ การอ่านเรื่องนี้ก็ได้กระตุกจิตกระชากใจผมออกจากโลกอิเซไกได้ค่อนข้างมาก พร้อมเกิดคำถามสำคัญว่า “ทำไมโรแมนซ์” ถึงโดนใจผู้หญิงในเชิงอัตลักษณ์นี้ ได้มากกว่าชายแท้เตะบอลดูดบุหรี่ขนาดนี้ และผมก็คงต้องหาคำตอบจากการอ่านมันต่อไป ฝากติดตามชายแว่นนักรักกับโปรเจคอ่านนิยายรักต่อไปด้วยนะคับ
*“หวังว่าผมจะเก่งเรื่องความรักมากกว่าเล่มที่แล้วนะ”*
จวบจนสิ้นแเสงแดงดาว
กิตติศักดิ์ คงคา
Romance · Fiction · History
★★★★★★★★★★🥹
"นั่นสิอุทิศ ไหนจริงไหนฝัน เรื่องนั้นฉันก็ไม่เคยมั่นใจ..."
เป็นงานเขียนของพี่เบสที่ส่วนตัวรักมากที่สุดเท่าที่เคยได้อ่านมา เราค้นพบว่าเราชอบประเด็นใหญ่ของหนังสือเล่มนี้มากๆ เราชอบและเราอินกับมันมากๆ อีกทั้งมันยังเต็มไปด้วย easter eggs และ gimmick เอาใจนักอ่านแบบสุดๆ คือการคงอยู่ของ dialogue ระหว่างทาง และ meaning ของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันมีความหมายหมดเลย ส่วนตัวเลยแอบรู้สึกว่า หรือนี่จะเป็นงานเขียนที่พี่เบสใส่ทุกอย่างที่ตัวเองรักและอินลงไปจนหมดกันนะ
.
จุดที่โดดเด่นที่สุดของงานเขียนชิ้นนี้ คือเป็นวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ที่งดงามที่สุดเรื่องหนึ่งที่เราเคยได้อ่านมา มันคือประวัติศาสตร์เมื่อ 50 ปีก่อน ที่ทาบทับกับประวัติศาสตร์ของประเทศเรา แต่ในขณะเดียวกัน เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าประวัติศาสตร์เหล่านั้นมันถูกต้อง ? ในเมื่อคนเขียนประวัติศาสตร์คือผู้ชนะเสมอ (นี่คือ mindset หนึ่ง ที่ทำให้เราไม่เคยสนใจประวัติศาสตร์ เพราะเราไม่รู้ว่ามันจริงแค่ไหน) อีกทั้งมันยังพูดถึงปมความขัดแย้ง ความเชื่อ และความเป็นมนุษย์ได้ลุ่มลึกมากๆ ผ่านการใช้ภาษาที่ไพเราะและสวย เข้ากับบริบทสุดๆ เป็นงานเขียนที่เต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อยที่ชวนให้ได้แกะระหว่างอ่านและหลังอ่านจบ หรือจะอ่านเฉยๆ ไม่สนใจก็เพลิดเพลินได้เหมือนกัน
.
จุดที่โดดเด่นอีกอย่างคือ ตลอดทั้งเล่มเต็มไปด้วยเชื้อไฟที่เอาใจสาววายแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากๆ คือจะอ่านให้เป็นนิยายเกขมๆ เรื่องหนึ่งก็ได้ แต่จะอ่านให้ไม่เกก็ได้เช่นกัน ตลอดทั้งเล่มมีเลเยอร์ของความจริงและไม่จริงปะปนอยู่เต็มไปหมด มีทั้งมุมมองของตัวละคร และการตีความ รวมถึงช่องว่างระหว่างเรื่องราว ที่เปิดพื้นที่ให้คนอ่านได้มีส่วนร่วมเยอะมากๆ
.
ความเป็นมนุษย์ที่งานเขียนชิ้นนี้พูดมันทรงพลังและเข้ากับยุคสมัยมากๆ ตราบใดที่เราต่างมองว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน และเราอยู่ในโลกที่มีทั้งฝ่ายซ้ายและขวาจัดๆ คนตรงกลางล่ะอยู่ตรงไหนในสมการนี้ คำตอบมันจึงต้องมองย้อนกลับไปว่า แล้วถ้าเราไม่มีเรื่องอุดมการณ์ ไม่มีเรืองการเมือง ความเชื่อ เราจะเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ ที่อยู่ด้วยกันได้ไหม
สารลับสุดท้ายของคนตาย
ฮิงาชิโนะ เคโงะ · แปลโดย บัณฑิต ประดิษฐานุวงษ์
Fiction · Mystery
★★★★★★★★★★😊😄
“ฉันมีความสุขที่ได้ฟังเพลงของ เดอะบีเทิลส์กับเธอ…”
เป็นนิยายสืบสวนดราม่าที่อ่านสนุก ติดมือ และสมความคาดหวังทุกประการ เพราะนอกเหนือจากพาร์ทการสืบสวนที่มีรูปแบบการสืบคดีที่ตรงเทสต์เราแบบสุดๆ แล้ว ยังครบเครื่องเรื่องรสชาติ ทั้งในความเป็นสืบสวน ตลก และรอมคอม เราชอบที่ตลอดระยะเวลาที่อ่าน เรื่องราวไม่ได้บีบคั้นทางอารมณ์อย่างรุนแรง แต่กลับทำให้เราติดตามและไม่อยากปล่อยมือผ่านการเล่าเรื่องและลำดับเรื่องที่เหมือนกับเรานั่งชมภาพยนตร์ดีๆ สักเรื่อง ถึงแม้ว่า element โดยรวมของงานเขียนชิ้นนี้จะคลีเซ่ในความเป็นงานญี่ปุ่นอยู่สักหน่อย เพราะเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1988 ก็ตามที
.
จุดที่โดดเด่นที่สุดของงานเขียนชิ้นนี้ คือพาร์ทการสืบสวนที่ผสมผสานเข้ากับเรื่องราวความสัมพันธ์ของ 2 ตัวละครหลักอย่าง เคียวโกะ คอมปาเนียนสาว และ ชิบาตะ ตำรวจสืบสวนหนุ่ม ที่ดันบังเอิญมาอยู่ข้างห้องกันโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่องราวขับเคลื่อนไปผ่านการสืบสวนที่จะต้องคอยไปตามหาหลักฐานผ่านคำให้การ และหลักฐานต่างๆ ที่กระจายอยู่หลากสถานที่ เพื่อรวบรวมจิ๊กซอว์ชิ้นต่างๆ ประกอบกันจนกลายเป็นคำตอบที่สมบูรณ์ พร้อมด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสองตัวละครหลักผ่านช่วงเวลาของการพักผ่อนในยามค่ำคืน ซึ่งชวนให้รู้สึกเหมือนได้ผ่อนคลายเรื่อยๆ ระหว่างทาง พร้อมด้วยเคมีของสองตัวละครหลักที่น่าลุ้นและเอาใจช่วยให้เปลี่ยนจากเพื่อนไปเป็นอื่นเสียจริงๆ
.
อีกจุดที่น่าสนใจเกี่ยวกับงานเขียนชิ้นนี้ คือการหยิบยกเอาอาชีพอย่าง “คอมปาเนียน” มาเป็นอาชีพหลักของตัวละคร เรารู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นความรู้ใหม่สำหรับตัวเอง (แต่อาจจะไม่ได้ใหม่สำหรับคนอื่น) เพราะเราไม่เคยรู้จักอาชีพนี้มาก่อน และไม่รู้ว่าอาชีพนี้มันต้องทำอะไรบ้างกันแน่ เราจึงได้เห็นมิติของคนที่ทำงานคอมปาเนียนผ่านคาแรคเตอร์ของตัวละครอย่าง เคียวโกะ และคนอื่นๆ รอบตัว ว่าเหตุใดกันจึงทำให้พวกเธอเหล่านี้เลือกทำอาชีพนี้ (ซึ่งก็อาจจะเกี่ยวข้องกับบริบทในยุคสมัยนั้นด้วย) ซึ่งพาร์ทนี้เป็นอีกสิ่งที่ดึงดูดให้เราสนใจอยากอ่านนิยายเรื่องนี้ตั้งแต่แรกๆ
.
จุดที่เราชอบที่สุดของนิยายเรื่องนี้ คือ vibes ทั้งหมดที่เราได้รับตลอดทั้งเล่ม ทั้งการสืบสวนที่ไม่ได้จำกัดอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง การออกไปสืบผ่านการชักพยานและรวมรวบหลักฐาน พาร์ทความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตัวละครหลัก ที่เคมีทั้งสองเข้ากันมากๆ จนเชียร์ให้คบกันไปเถอะตั้งแต่อ่านได้เพียงบทแรกๆ เราชอบมวลความเป็นญี่ปุ่นในหนังสือเล่มนี้มากๆ เพราะมันย่อยง่าย สนุก เห็นภาพตามชัดเจน และอย่างที่ได้บอกไว้ว่าถึงแม้หลายอย่างมันจะคลีเซ่ ทั้งในเชิงของกลคดี รูปแบบการสืบสวน เพราะเขียนตั้งแต่ปี 1988 แต่งานเขียนชิ้นนี้ก็ผ่านกาลเวลาจนพิสูจน์ตัวเองกับเราได้สำเร็จ ว่า อ.เคโงะ เป็นนักเขียนที่เล่าเรื่องได้สนุกมากจริงๆ
.
อีกสิ่งที่อยากขอชื่นชมเป็นพิเศษ คือการแปลที่อ่านได้ไหลลื่น กระชับ ของ อ.บัณฑิต ประดิษฐานุวงษ์ ที่ผ่านการแปลผลงานของ อ.เคโงะ มาแล้วหลากหลายเล่ม (และหลายเล่มก็เป็นผลงานที่เราชอบมากๆ ด้วย) ในเล่มนี้คือต้องชื่นชมเลย เพราะตลอดระยะเวลาที่อ่านไม่มีตรงไหนที่รู้สึกติดขัด หรืออ่านแล้วสะดุด แล้วยิ่งพอผนวกเข้ากับการเป็นงานเขียนตั้งแต่ปี 1988 อีก การได้ อ.บัณฑิต ที่เข้าใจวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมากๆ มาเป็นผู้แปล เลยเหมือนทำให้เราได้ร่วมออกสืบสวนไปกับตัวละครและพาตัวเองเข้าสู่ช่วงเวลาก่อนปี 2000 ที่เป็น setting ของเรื่องราวได้อย่างอัลตร้าสมูทสุดๆ
.
โดยรวมนี่คือนิยายสืบสวนที่สนุกครบรส ดำเนินเรื่องเร็วและชวนให้ติดตาม เป็นงานกลุ่ม page-turner ที่เหมาะสำหรับนักอ่านทุกคน เพราะเรื่องราวภายในเล่มค่อนข้างกระชับ อ่านติดมือ สามารถอ่านรวดเดียวจบได้ไม่ยาก แถมยังมาพร้อมกับ vibes ความเป็นญี่ปุ่นที่ชวนให้เห็นภาพตามได้เป็นอย่างดี และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับแฟนๆ ของ อ.เคโงะ ก็คือ นี่เป็นครั้งแรกที่นิยายเรื่องนี้ได้แปลเป็นภาษาไทย เพราะงั้น แฟนด้อม อ.เคโงะ ทุกคน บอกได้เลยว่า ห้ามพลาด!
Memoirs Of A Geisha
Arthur Golden
Fiction · Romance · Drama · Memoir
★★★★★★★★★★🌙🌱🍂😢🤔
Memoirs of a Geisha เล่าชีวิตของ ชิโยะ (Chiyo) เด็กหญิงจากครอบครัวชาวประมงยากจนในโยโรอิโดะ ก่อนถูกขายและส่งเข้าสู่โอกิยะในย่านกิอง เมืองเกียวโต ที่นั่นเธอต้องทำงานรับใช้และเผชิญการกลั่นแกล้งจาก ฮัตสุโมโมะ (Hatsumomo) เกอิชาผู้เลื่องชื่อแต่หวาดกลัวการถูกคนรุ่นใหม่แย่งตำแหน่ง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อชิโยะพบ ท่านประธาน (Chairman Iwamura) บนสะพาน เขาแสดงความเมตตาต่อเธอและซื้อน้ำแข็งไสราดเชอร์รี่ให้ เหตุการณ์สั้น ๆ กลายเป็นความหวังที่ทำให้ชิโยะตั้งเป้าว่าสักวันจะเข้าสู่โลกของท่านประธานให้ได้
ต่อมา มาเมฮะ (Mameha) เกอิชาชื่อดังรับชิโยะเป็นน้องสาวและฝึกฝนเธอ ชิโยะได้รับชื่อใหม่ว่า ซายูริ (Sayuri) และค่อย ๆ กลายเป็นเกอิชาที่มีชื่อเสียง ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยการแข่งขัน การต่อรองอำนาจ การแสวงหาผู้อุปถัมภ์ และความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับท่านประธานและ โนบุ (Nobu)
สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำลายโลกเก่าของกิอง ซายูริต้องหยุดชีวิตเกอิชาและเอาตัวรอดจากความยากลำบาก ก่อนกลับเข้าสู่กิองหลังสงคราม ในท้ายที่สุดเธอได้รู้ว่าท่านประธานรับรู้และมีส่วนอยู่เบื้องหลังเส้นทางชีวิตของเธอมานาน ความรักที่เธอยึดถือมาตั้งแต่วัยเด็กจึงได้รับคำตอบ แม้โลกของเกอิชาที่เธอเคยรู้จักจะเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับ
ประเด็นสำคัญในการวิเคราะห์
ผู้หญิงภายใต้ปิตาธิปไตยและระบบทุนนิยม
โลกเกอิชาในนิยายเป็นพื้นที่ที่ความงาม วัยสาว ความสามารถ และร่างกายของผู้หญิงมี “มูลค่า” ผู้หญิงต้องแข่งขันเพื่อชื่อเสียง ลูกค้า และผู้อุปถัมภ์ จึงเกิดสภาวะที่ผู้หญิงไม่ได้ถูกกดทับโดยผู้ชายเท่านั้น แต่ระบบยังผลักให้ผู้หญิงแข่งขันและทำร้ายกันเอง
ฮัตสุโมโมะจึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็น “ตัวร้าย” แต่เป็นผู้หญิงที่รู้ว่าความงามของตนมีวันหมดอายุ เธอกลัวการถูกแทนที่และต่อต้านระบบด้วยความโกรธ ความต้องการ และ sexual agency ขณะที่ซายูริเลือกปรับตัวและเรียนรู้กฎของระบบเพื่อเอาชีวิตรอด
ท้ายที่สุดฮัตสุโมโมะสูญเสียการควบคุม ดื่มหนัก ก่อเรื่อง และถูกขับออกจากโอกิยะ หลังจากนั้นชีวิตของเธอค่อย ๆ หายออกไปจากเรื่อง จุดจบของเธอจึงสะท้อนการร่วงโรยของความงามและสถานะในโลกที่ให้คุณค่าผู้หญิงตามความสาวและความปรารถนาของผู้อื่น
Orientalism และการมองหญิงตะวันออก
นวนิยายสามารถอ่านผ่านแนวคิด Orientalism ของ Edward Said ได้ เพราะเรื่องราวของหญิงญี่ปุ่นถูกสร้างขึ้นโดยนักเขียนชายชาวอเมริกัน โลกเกอิชาจึงถูกนำเสนอด้วยความลึกลับ เย้ายวน แปลกใหม่ และ exotic ซึ่งอาจตอบสนองจินตนาการของโลกตะวันตกเกี่ยวกับ “หญิงตะวันออก”
จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ใครมีสิทธิ์เป็นผู้เล่าเรื่องของหญิงตะวันออก? และเสียงของผู้หญิงที่อยู่ในวัฒนธรรมนั้นเองถูกได้ยินมากน้อยเพียงใด
สัญลักษณ์สำคัญ
น้ำ
ซายูริถูกเปรียบเป็น “ธาตุน้ำ” น้ำจึงหมายถึงความอ่อนโยนที่มีพลัง การปรับตัว การไม่มีรูปร่างตายตัว และอัตลักษณ์ที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เธอไม่ได้เอาชนะโลกด้วยการปะทะ แต่ด้วยการ “ไหล” ผ่านมัน เช่นเดียวกับที่เธอต้องเปลี่ยนชื่อ บุคลิก น้ำเสียง สีหน้า และ persona ตามโลกเกอิชา น้ำยังเชื่อมกับฝน ทะเล น้ำตา และความทรงจำ ทำให้ชีวิตของเธอเหมือนกระแสที่ไหลย้อนกลับผ่านการเล่าเรื่อง
ดวงตาสีฟ้า
ดวงตาของชิโยะทำให้เธอเป็น “Other” ทั้งดึงดูดและทำให้แปลกแยก มันเป็นทั้งเสน่ห์ คำสาป ทุนทางความงาม และสิ่งที่ทำให้เธอถูกจ้องมองและประเมินค่า ความแตกต่างของดวงตายังสามารถเชื่อมกับ exoticism และสายตาตะวันตกที่มองหญิงญี่ปุ่นเป็นสิ่งแปลกใหม่
สะพาน
สถานที่พบกับท่านประธานเป็น Liminal Space หรือพื้นที่กึ่งกลาง สะพานเชื่อมวัยเด็กกับวัยสาว ชาวประมงกับเกอิชา คนชายขอบกับโลกแห่งอำนาจ การข้ามสะพานจึงเปรียบเหมือนการข้ามจากชีวิตหนึ่งไปสู่อีกชีวิตหนึ่ง
น้ำแข็งไสราดเชอร์รี่
สีแดงเชื่อมกับเลือด การเข้าสู่วัยสาว และความปรารถนา ส่วนน้ำแข็งละลายง่าย จึงสะท้อนวัยเยาว์ ความงาม และชีวิตเกอิชาที่งดงามแต่ไม่ยั่งยืน
กลิ่นคาวปลา
คำดูถูกของฮัตสุโมโมะเชื่อมชิโยะกับชนบท ความจน และชนชั้นแรงงาน อีกด้านหนึ่ง “คาว” สามารถอ่านเชื่อมกับร่างกายหญิง เลือด และเพศสภาพ กลิ่นยังเป็นสิ่งที่ลบยาก จึงเหมือนอดีตและรากเหง้าที่ติดตามซายูริแม้เธอจะสร้างตัวตนใหม่แล้ว
หน้าขาว กระจก และการแต่งหน้า
ใบหน้าเกอิชาเป็น “หน้ากาก” ที่สร้าง persona ขึ้นมาทับตัวตนจริง กระจกจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือมองตัวเอง แต่เป็นพื้นที่ฝึกการมองตัวเองผ่านสายตาสังคม—ต้องรู้ว่าจะยิ้ม เดิน หัวเราะ และแสดงอารมณ์อย่างไร โลกเกอิชาจึงสัมพันธ์กับ performance และ male gaze
ปลาไหลและถ้ำ
อุปมาทางเพศในเรื่องสามารถอ่านเป็นภาพของ Sexual Economy ปลาไหลแทนแรงขับทางเพศชาย ส่วนถ้ำกลายเป็นพื้นที่หญิงที่ถูกครอบครอง ตีราคา และแลกเปลี่ยน จึงเชื่อมกับประเด็นการทำให้ร่างกายหญิงกลายเป็นทุน
กิโมโนและเส้นผม
กิโมโนไม่ได้เป็นเพียงเสื้อผ้า แต่บ่งบอกสถานะ มูลค่าทางเศรษฐกิจ และตัวตนทางสังคม ส่วนทรงผมของไมโกะเป็นทั้งความงามและภาระ ร่างกายหญิงจึงถูกฝึก ควบคุม และจัดวางเพื่อสายตาของผู้อื่น
ซูโม่
ซูโม่แทนอำนาจชาย ความแข็งแรง และการปะทะตรง ๆ ตรงข้ามกับโลกเกอิชาที่ใช้อำนาจแบบอ้อม จิตวิทยา เสน่ห์ และ soft power เทคนิค Hatakikomi จึงสามารถอ่านเป็นการใช้จุดอ่อนหรือแรงของฝ่ายตรงข้ามเพื่อพลิกสถานการณ์ เช่นเดียวกับวิธีเอาตัวรอดของซายูริ
ฝน
ฝนเชื่อมกับความสูญเสีย ความเปลี่ยนแปลง ความโดดเดี่ยว และความไม่เที่ยง เป็นธรรมชาติที่ช่วยสร้างบรรยากาศเศร้าสงบของเรื่อง
บ้านชาวประมงกับเกียวโต
โยโรอิโดะแทนวัยเด็ก ธรรมชาติ ความเรียบง่าย และโลกก่อนทุน ส่วนเกียวโตคือการแข่งขัน การซื้อขาย ภาพลักษณ์ และสถานะ ชีวิตซายูริจึงเป็นการเดินทางจาก “โลกธรรมชาติ” สู่ “โลกของตลาด”
การเปลี่ยนชื่อ Chiyo → Sayuri
เป็นการตายเชิงสัญลักษณ์ของตัวตนเดิมและการถือกำเนิดของ persona ใหม่ “ซายูริ” เป็นทั้งชื่อทางอาชีพ ภาพฝัน และตัวตนที่สร้างขึ้นเพื่อสังคม จึงเกิดคำถามว่าเมื่อชีวิตผ่านไปแล้ว “ชิโยะ” ยังเหลืออยู่ภายในเธอมากน้อยเพียงใด
ประตูและโอกิยะ
การล็อกประตูและควบคุมผู้หญิงทำให้โอกิยะมีความหมายซ้อนกันทั้ง “บ้าน” “ตลาด” และ “คุก” เพราะผู้หญิงได้รับการดูแลพร้อมกับถูกควบคุมในฐานะทรัพยากรทางเศรษฐกิจ
ท่านประธาน
เขาไม่ได้เป็นเพียงคนรัก แต่เป็นความหวัง พ่อในอุดมคติ ทางออก และภาพฝัน ซายูริจึงอาจรักทั้ง “ตัวเขา” และความหมายที่เขามีต่อเด็กหญิงผู้หมดหวังในวันนั้น
Mizuage และข้อถกเถียงเรื่องความจริง
ในนิยาย Mizuage (水揚げ) ถูกนำเสนอเป็นการประมูลสิทธิในการเป็นชายคนแรกของไมโกะ โดยพรหมจรรย์ของซายูริถูกตีราคาและเปลี่ยนเป็นทุน นี่ทำให้พิธีดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ชัดเจนของการบรรจบกันระหว่างเพศ เงิน อำนาจ และชนชั้น
อย่างไรก็ตาม จุดนี้เป็นข้อถกเถียงสำคัญ เพราะประวัติศาสตร์ของคำว่า mizuage และธรรมเนียมในย่านบันเทิงต่าง ๆ ซับซ้อนกว่าที่นิยายนำเสนอ การเชื่อม mizuage กับเพศเคยปรากฏในบางบริบท แต่ไม่ควรเหมารวมว่าเกอิชาทุกแห่งมี “พิธีประมูลพรหมจรรย์” แบบซายูริ และเกอิชาไม่ใช่โสเภณีโดยนิยาม อาชีพหลักเกี่ยวข้องกับการแสดง ดนตรี รำ การสนทนา และการต้อนรับ
อดีตเกอิชา Mineko Iwasaki ซึ่ง Arthur Golden เคยสัมภาษณ์ วิจารณ์หนังสืออย่างรุนแรง โดยเฉพาะภาพที่ทำให้ผู้อ่านตะวันตกเชื่อมเกอิชากับการขายบริการทางเพศ เธอยังไม่พอใจที่ Golden เปิดเผยชื่อเธอในกิตติกรรมประกาศ ทั้งที่เธอเข้าใจว่าการให้ข้อมูลจะเป็นความลับ ต่อมาเกิดข้อพิพาททางกฎหมายและยุติด้วยการตกลงกันนอกศาล Iwasaki จึงเขียนบันทึกชีวิตของตนเองเพื่อเล่าโลกเกอิชาจากมุมของผู้หญิงที่เคยอยู่ในระบบจริง
กรณีนี้จึงน่าสนใจในเชิง postcolonial เพราะกลายเป็นคำถามเรื่อง voice และ representation — ใครกำลังเล่าเรื่องของใคร
ปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ญี่ปุ่นที่เชื่อมโยงกับเรื่อง
Mono no Aware (もののあはれ) — ความสะเทือนใจต่อความงามของสิ่งที่ไม่ยั่งยืน วัยสาว ความรัก ฤดูกาล และโลกเกอิชางดงามเพราะรู้ว่ามันกำลังจะจากไป
Mujō (無常) — อนิจจัง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง ชิโยะกลายเป็นซายูริ ความจนกลายเป็นชื่อเสียง ความสาวกลายเป็นความแก่ และญี่ปุ่นก่อนสงครามกลายเป็นญี่ปุ่นยุคใหม่
Wabi-Sabi (侘寂) — ความงามของความไม่สมบูรณ์ ความเก่า ความเงียบ ความเรียบง่าย และความร่วงโรย
Iki (粋) — เสน่ห์ที่สุขุม มีชั้นเชิง และไม่เปิดเผยทั้งหมด เช่น ต้นคอ ท่าทาง พัด การพูดอ้อม และการเว้นจังหวะ ซึ่งสัมพันธ์กับ soft power ของเกอิชา
Enryo (遠慮) — การยับยั้งตนและไม่พูดทุกอย่างออกมาตรง ๆ ซายูริเก็บความรู้สึกและเล่นตามบทบาททางสังคม ตรงข้ามกับฮัตสุโมโมะที่แสดงอารมณ์ออกมาตรง ๆ
Gaman (我慢) — ความอดทนต่อความยากลำบากเพื่อดำเนินชีวิตต่อ การฝึกหนัก การควบคุมร่างกาย และการต้องยิ้มทั้งที่เจ็บปวดล้วนสะท้อนแนวคิดนี้
Tatemae / Honne (建前 / 本音) — ตัวตนที่แสดงต่อสังคมกับความรู้สึกจริงภายใน เป็นหัวใจของโลกเกอิชาและเชื่อมกับหน้ากาก กระจก persona และการมองชีวิตเป็นโรงละคร
Ma (間) — ความหมายของช่องว่าง ความเงียบ สายตา ระยะห่าง และสิ่งที่ไม่ถูกพูดออกมา
Kintsugi (金継ぎ) — แม้ไม่ได้เป็น motif โดยตรงของนิยาย แต่สามารถใช้อ่านชีวิตซายูริเชิงเปรียบเทียบได้ เธอผ่านการสูญเสียและแตกสลาย ก่อนประกอบตัวเองขึ้นใหม่จากบาดแผล
Yūgen (幽玄) — ความงามลึก ลึกลับ และไม่เปิดเผยทั้งหมด สอดคล้องกับเสน่ห์ของเกอิชาที่เกิดจากสิ่งซึ่งถูกปิดบังพอ ๆ กับสิ่งที่เปิดเผย
Shikata ga nai (仕方がない) — “มันช่วยไม่ได้” หรือการยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ผู้หญิงจำนวนมากในเรื่องจึงเลือกปรับตัวและอยู่รอดภายในระบบแทนการปฏิวัติมัน
Ukiyo (浮世) — “โลกที่ล่องลอย” โลกแห่งความงาม ความบันเทิง ความรักและความสุขชั่วคราว เป็นแนวคิดที่เข้ากับโลกเกอิชามากที่สุดอย่างหนึ่ง ความสาว ชื่อเสียง ลูกค้า ความรัก และฤดูกาลล้วนมาแล้วจากไป หาก Mujō คือสัจธรรมว่า “ทุกอย่างไม่เที่ยง” Ukiyo คือโลกที่ดำรงอยู่ภายใต้ความไม่เที่ยงนั้น และ Mono no Aware คือความรู้สึกเศร้างามเมื่อมนุษย์ตระหนักถึงมัน
เกอิชาในอดีตและปัจจุบัน
เกอิชาในอดีตอยู่ใกล้โลกของนักธุรกิจ นักการเมือง และชนชั้นนำ มีระบบโอกิยะ การอุปถัมภ์และเครือข่ายทางสังคมที่เข้มข้น ผู้หญิงบางคนเข้าสู่อาชีพตั้งแต่อายุน้อยและมีเสรีภาพในการกำหนดชีวิตจำกัด
ปัจจุบันผู้เข้าสู่อาชีพโดยทั่วไปเลือกเส้นทางนี้ด้วยตนเองมากขึ้น และภาพลักษณ์ของ geiko/maiko เน้นการเป็นผู้สืบทอดศิลปวัฒนธรรม เช่น การรำ ดนตรีชามิเซ็ง มารยาทและศิลปะการต้อนรับ ระบบการประมูลพรหมจรรย์แบบในนิยายไม่ใช่ธรรมเนียมของโลกเกอิชาปัจจุบัน ขณะที่ระบบ danna แบบเก่าก็ลดความสำคัญลงมาก
สรุปความหมายของเรื่อง
Memoirs of a Geisha จึงอ่านได้มากกว่าเรื่องรักของหญิงสาวกับท่านประธาน แต่เป็นเรื่องของการสร้างตัวตนเพื่อเอาชีวิตรอด ในโลกที่ความเป็นหญิง ความงาม ร่างกาย ชนชั้น เงิน และอำนาจเกี่ยวพันกันตลอดเวลา
โลกเกอิชาเปรียบเสมือน โรงละครขนาดใหญ่ ทุกคนแสดงบทบาท สวมหน้ากาก ซ่อนความรู้สึก และต่อรองอำนาจ ขณะที่ซายูริเองค่อย ๆ เปลี่ยนจากชิโยะเป็น persona ที่สังคมต้องการ จนเกิดคำถามว่าตัวตนเดิมของเธอยังหลงเหลืออยู่เพียงใด
หากสรุปแก่นของเรื่องผ่านปรัชญาญี่ปุ่น อาจกล่าวได้ว่า:
“Memoirs of a Geisha คือเรื่องของความงามที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อดำรงอยู่ในโลกที่ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ตลอดไป”
ความรัก ความสาว ชื่อเสียง ความงาม โลกเกอิชา และแม้แต่ตัวตนของซายูริล้วนไหลผ่านไปเหมือนน้ำ—งดงาม เปราะบาง ลวงตา และไม่อาจยึดไว้ได้ตลอดกาล
ลำนำคีรีมีแมกไม้ เล่ม 1
เฟยเทียนเย่เสียง · แปลโดย ใบไม้แดง
Fiction
★★★★★★★★★★😲💔😢
[TW วาย, ไม่เข้าโคม]
นิยายวายจีนแนวการเมือง ช่วงราชวงศ์จิ้นเสื่อมอำนาจ สี่แคว้นใหญ่เหลียง อิ่ง เจิ้ง ไต้เฝ้ารอวันที่สายเลือดสุดท้ายของโอรสสวรรค์สกุลจีจะตายจากเพื่อขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินโดยชอบธรรม พวกเขาไม่เกรงกลัวโอรสสวรรค์แต่ยังมีแคว้นยงที่อยู่นอกด่านทางเหนือ ยงอ่องคือคนสกุลจือ อดีตตระกูลแม่ทัพของสกุลจีที่ทรยศยกตนเป็นเจ้าแดนเหนือ สกุลจือปราบอนารยชนแดนเหนือปกครองเป็นหนึ่งและชิงด่านอวี้ปี้กวานไปได้ เหล่าผู้นำสี่แคว้นจึงจัดประชุมพันธมิตรเพื่อรับมือกับกับแคว้นยง แต่กลับกลายเป็นวันเพลงพิณก้องใต้หล้า เกิ่งยวนคือมือสังหารของสกุลจือที่แฝงอยู่ข้างตัวเหลียงอ๋องปี้เจี๋ยถึง 7 ปี ผู้ใช้กระบี่ดำปลิดชีพตัวแทนแคว้นทั้งสี่ ภารกิจอันยิ่งใหญ่เพื่อแคว้นยงทำให้เกิ่งยวนเหลือเพียงชื่อในฐานะมือสังหารแห่งใต้หล้า ทำให้อำนาจของสี่แคว้นเสียสมดุล นำไปสู่ไฟสงครามทั่วแผ่นดินเสินหนง หนี้เลือดของคนนับแสนทำให้ผู้คนโกรธแค้นสาปแช่ง ทว่าพวกเขาไม่รู้ว่าเกิ่งยวนมีทายาทสืบสายเลือด...
ตั้งแต่จำความได้ โลกของเจียงเหิงคือคฤหาสน์สกุลเจียง มีเพียงเจาฮูหยิน มารดาผู้เจ็บป่วยดุร้าย กับท่านยายเว่ยที่เป็นใบ้ ตั้งแต่มารดาพบว่าเขามีความสามารถผ่านตาไม่ลืม มารดาก็เคี่ยวกรำให้เขาอ่านตำราไม่ให้สัมผัสสิ่งอื่น จนเมื่อเขาอายุ 7 ปี ขอทานน้อยเกิ่งสู่มาเยือนบ้านเขา ในมือเกิ่งสู่ตคือกระบี่ดำและจี้หยกครึ่งเสี้ยวที่มารดาเห็นก็โกรธจนแทบเสียสติ เจียงเหิงไม่ใช่คนโง่ เมื่อจับความมาปะติดปะต่อกันก็รู้ว่าเกิ่งสู่คือพี่ชายต่างมารดาของเขา และบิดาเขาคือเกิ่งยวน โลกปิดตายของเจียงเหิงค่อยๆเปลี่ยนไป จนถึงวันที่ทหารแคว้นอิ่งตีเมืองสวินตงแตก เจียงเหิงจึงได้เห็นโลกกว้างครั้งแรก โลกที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายของสงคราม ขณะที่เจียงเจา มารดาของเจียงเหิง ยอดฝีมือผู้ครอบครองกระบี่จันทร์เวหากับสหายมือสังหารเซี่ยงโจวออกไปลอบสังหารแม่ทัพอิ่งเพื่อปกป้องเมืองสวินตง บ้านสกุลเจียงกลับถูกชาวบ้านผู้ละโมบลอบวางเพลิง เจียงเจาก็มีศักดิ์ศรี ทำคุณบูชาโทษคือคนโง่ ทำร้ายบ้านข้าลูกข้าแล้วยังกล้าใช้ของเหลือมาตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิต ข้าไม่ขอลดเกียรติตกลงด้วย แม่ลูกสกุลเจียงที่’สิ้นเนื้อประดาตัว’ จึงร่อนเร่สู่ลั่วหยาง ต่อมาเจียงเจาที่อาการป่วยกำเริบไม่สามารถร่วมทางได้ จำต้องแยกจากสองพี่น้องไปรักษาตัวกับหมอเทวดาที่แคว้นเยวี่ย สองพี่น้องเดินทางไปลั่วหยางเพื่อหาที่พึ่งจากสหายเก่าของเจียงเจาคือโอรสสวรรค์ผู้ไร้อำนาจจีสวิน ชีวิตที่พลิกคว่ำหน้ามือเป็นหลังมือ จากหนึ่งคุณชายกับหนึ่งลูกนักฆ่า ต้องตกเข้าสู่วังวนของอำนาจและสงคราม
ถ้าจะนับว่าองค์แรกคือบทนำ ก็คงจะประมาณนี้ค่ะ
ขึ้นชื่อว่าอ.เฟยเทียนเย่เสียง ไม่เคยทำให้ผิดหวังกับแนวชิงบัลลังก์สุดเข้มข้น แซ่บกระจาย ขมไม่คาย กลืนน้ำตาก็ต้องอ่านต่อ ฟันฝ่าไปกับเหล่าตัวละครเพื่อไปถึงความสุขที่คาดหวัง
ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนั้น แต่อ.ก็เคยทำให้เราผิดคาดเช่นกัน ต้องบอกว่าไม่ไว้วางใจค่ะ
เจ็บแล้วจำคือเรา แต่เห็นงานเขาก็หยิบมาอ่านอยู่ดีก็คือเราค่ะ 555
ถ้าใครชอบอ่านแนวชิงบัลลังก์เข้มๆ รับได้กับความวาย(ไม่เข้าโคม) ก็ขอผายมือเชิญค่ะ ของดีที่ควรเปิดใจ
*หลังจากตรงนี้คือสรุปเล่ม 1+หวีด+มีสปอย*
เจียงเหิงกลายป็นเจ้ากรมอาลักษณ์ที่อายุน้อยที่สุดของลั่วหยาง เกิ่งสู่ได้เป็นทหารองครักษ์เพื่อปกป้องเจียงเหิงและโอรสสวรรค์ สามปีผ่านไปเกิ่งสู่เริ่มเป็นเด็กหนุ่ม แต่เจียงเหิงยังเป็นเด็กชายตัวน้อย ทั้งยังรูปงาม ผิวขาว ตัวบาง เกิ่งสู่เริ่มเกิดความรู้สึกแปลกๆแถมกระบองน้อยยังอึดอัดอยากระบาย ขณะที่เขาพยายามเอ็นดูน้องชายอย่างที่ควรเป็น ลูบหัวไล้ผมเหิงเอ๋อร์ เจ้าเด็กดันตอบแทนด้วยการลูบหัวล่างเขาเล่น ให้ตายเถอะ! ขณะที่เกิ่งสู่ก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกแปลกใหม่นี้คืออะไร ก็บังเอิญไปเห็นจ้าวเจี๋ยกับจีสวินรบกันอยู่ในคลังอาวุธ เกิ่งสู่ดูเบิกเนตร แต่เจียงเหิงคือ กระบองแม่ทัพใหญ่มาก เขาทรยศแทงจีสวิน ชวยดวย 555
ความสงบที่ผ่านมาเป็นเพียงความสงบก่อนพายุ สุดท้ายสี่แคว้นใหญ่ก็บุกลั่วหยางเพื่อชิงตัวจีสวินเป็นป้ายเบิกทางขึ้นเป็นกษัตริย์ จีสวินและจ้าวเจี๋ยรู้ว่าเหลือเพียงคนทางเดียวที่จะยั้งไม่ให้แผ่นดินสิ้นเพราะสงครามใหญ่ คืออย่าให้มีผู้ชนะ แต่เจียงเหิงกับเกิ่งสู่ยังมีทางรอด พวกเขาคือผู้ที่จีสวินเลือกจะฝากความหวังสุดท้ายไว้ จึงมอบลัญจกรทองคำ หลักฐานของอำนาจโอรสสวรรค์ให้เจียงเหิง เมื่อถึงวันที่พบคนที่เหมาะสม จงเป็นตัวแทนของข้า มอบฐานะโอรสสวรรค์ให้แก่คนผู้นั้น ส่วนเกิ่งสู่สิ่งสำคัญมีเพียงเหิงเอ่อร์ แผนการที่วางไว้เพื่อจะพาเหิงเอ๋อร์หนี กลับผิดพลาด ทำให้เกิ่งสู่ถล่มหิมะฝังกลบเจียงเหิงไปพร้อมทหารศัตรุนับแสนด้วยมือตนเอง เจียงเหิงไม่รอด เกิ่งสู่ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หันลูกศรแทงอกตัวเองเพื่อปลิดชีพ
ฉากนี้เราแทบทุบโต๊ะ แค่คุยแผนกันดีๆไม่ได้ ถ้าเจียงเหิงรู้แผนถล่มหิมะคงไม่ผิดแผนแบบนี้
ส่วนฉากสุดท้ายในวังลั่วหยางนั่นอ่านไปใจโหวงไปหมด อย่างน้อยก็ได้ไปด้วยกันอย่างมีศักดิ์ศรี
กุ่ยเซียนเซิงกับหลัวเซวียนมาถึงช้าไป เซี่ยงโจวพลีชีพปกป้องเจียงเหิงจากหิมะถล่มไว้ได้ กุ่ยเซียนเซิงพาเจียงเหิงขึ้นเขาชางซานที่ตั้งของสำนักเสวียนอู่ ที่นั่นเจียงเหิงฟื้นขึ้นมาก็ต้องรับความโกรธเกลียดของหลัวเซวียน เพราะเซี่ยงโจวสละชีวิตเพื่อเขา เจียงเหิงยืนอยู่ได้เพราะความหวังเสี้ยวเล็กๆไว้ว่าเกิ่งสู่จะยังมีชีวิตอยู่ จนกว่าจะได้เห็นกับตา จนกว่าจะไม่มีโอกาสให้ตามหาอีก และเขายังต้องทำหน้าที่ที่จีสวินมอบให้ หาผู้ที่จะรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง คืนความสงบสู่ใต้หล้า
เราแอบคิดว่าเถ้ากระดูกที่หลัวเซวียนเอามาให้น่าจะเพื่อปลุกสติเจียงเหิง อาจจะเป็นของเซี่ยงโจว เพราะคนอื่นเขาคงไม่ลดตัวไปเผากระดูกเอาไปลอยอังคารให้
กระบี่ดำที่หย่อนลงทะเลสาบพร้อมลัญจกรทองคำ ก็ไม่ใช่เพราะสิ้นหวัง แต่เพื่อปล่อยวางความยึดติด หากเขาหาผู้ที่ควรเป็นเจ้าของมันเจอค่อยกลับมางม หากไม่ ทะเลสาบบนเขาชางซานก็เหมาะกับการหลับไหล
เหตุการณ์ลั่วหยางแตก ทั้งสี่แคว้นใหญ่และแคว้นยงล้วนเสียหายไม่น้อยและถอยทัพ เกิ่งสู่ที่รอดชีวิตรอดชีวิตถูกจับเป็นเชลย เกิ่งสู่เองก็กอดความหวังว่าเจียงเหิงจะรอดชีวิต จึงคิดจะหลบหนีออกจากค่ายทัพยง แต่บังเอิญพบจือฉงเปิดช่องว่าง เกิ่งสู่จึงทุ่มสุดตัวคิดจะเด็ดหัวหน้าศัตรู แต่ประสบการณ์ก็ยังไม่สู้จือฉง ดวงตาและวิชาที่คุ้นตาทำให้จือฉงนึกออกว่าเกิ่งสู่คือลูกชายเกิ่งยว จือฉงจึงรับเกิ่งสู่เป็นบุตรบุญธรรมทดแทนคุณเกิ่งยวน ให้เกิ่งสู่ครองหยกหยินเป็นว่าที่แม่ทัพ หยกหยางสืบทอดให้แก่ไท่จื่อหลง หวังให้'สองพี่น้อง' นำมาสกุลจือและแคว้นยงปกครองใต้หล้า
5 ปีผ่านไป เจียงเหิงสำเร็จวิชาสำนักเสวียนอู่ ครอบครองกระบี่ร้อยรัดดรรชนี แบกรับชะตากรรมยิ่งใหญ่ที่จีสวินฝากไว้เดินทางไปพบคนที่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของโอรสสวรรค์คนต่อไปคือไท่จือหลิงแห่งแคว้นเจิ้ง ทว่าไท่จื่อหลิงเมื่อทราบว่า'หลงเหิง'เป็น'มือสังหาร'จากสำนักเสวียนอู่ กลับใช้ชีวิตคนลี้ภัยสงครามกว่าแสนคนเป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกับภารกิจลอบสังหารจือฉง
เกิ่งสู่กลายเป็นองค์ชายจื่อเหมี่ยว องค์ชายแห่งแคว้นยงผู้เก่งกาจเชี่ยวชาญการรบ นำพาไท่จื่อหลงออกรบลงใต้เพื่อเข้ายึดครองชัยภูมิในแผ่นดินเสินหนงครั้งแรกที่เมืองซื่อเซียน เมืองที่เป็นพื้นที่ปกครองของสกุลจี ไม่เคยขึ้นกับแคว้นใดมาก่อน เกิ่งสู่นำทัพเข้าสู่เมืองซื่อเซี่ยนอย่างราบรื่นเกินไป เพราะเจ้าเมืองเปิดประตูตอนรับ'ท่านแม่ทัพม้า' เข้าเมือง เบื้องหลังการเล่นหมากรุกของเจ้าเมืองกับเกิ่งสู่ ถ่ายทอดวิธีการอยู่เป็นในสงครามของเมืองซงเซี่ยน เตือนสติเกิ่งสู่ไม่ให้บุ่มบ่ามชิงเมือง และปกป้องประชาชนในเมืองได้ในเวลาเดียวกัน กิ่งสู่จึงไม่สามารถยึดเมืองยึดคนซงเซี่ยนได้ ก็ได้แต่พาทัพยงตีลั่วหยาง สองพี่น้องจือหลงตจือเหมี่ยวลำพองเกืนไป พวกในด่านเป็นปัญญาชนรู้จักวางแผน เบื้องหน้าแคว้นเจิ้งแคว้นเหลียงไม่ถูกกันแต่สองแคว้นนี้กลับร่วมมือกันวางกองทัพแยกกันที่ช่องแคบเขาหลิงซาน ตัดกองทัพเสริมแคว้นยง เกิ่งสู่เองยังเคยใช้กลยุทธ์นี้ฝังเจียงเหิงจมหิมะกับมือแท้ๆ กลับพลาดท่าแบบเดียวกัน จิตใจที่ฝืนตอบแทนสกุลจือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตออกรบให้ ไม่ได้จุดประกายไฟของชีวิตให้เกิ่งสู่ เขายังคงอยู่แต่เหมือนตายไปนานแล้ว
แผนจัดการจือฉงของไท่จื่อหลิงกับหลัวเหิง เป้าหมายแท้จริงคือการลอบสังหารจือฉง เจียงเหิงอาจจะได้พลีชีพตามรอยบิดา ไท่จื่อหลิงก็พยายามชดเชยให้เจียงเหิงอย่างมากที่สุดเท่าที่เขามอบให้ได้ หากหญิงงามชายใดก็ไม่ต้องใจท่าน ตัวข้าไท่จื่อหลิงก็ยินดีมอบความสุขสมให้ท่านด้วยตัวเอง
ดิฉันสัมผัสได้ว่ามีคนจะเนียนค่ะ ไท่จื่อหลิงนั่นแหละถูกใจหลัวเซียนเซิงคนงามผู้ใสบริสุทธิ์เองหรือเปล่าคะ!
จบเล่ม 1 ไว้ที่ฉากหวาดเสียวแท้ ความสัมพันธ์ของตัวละครก็เริ่มเยอะ และเริ่มทำให้ต่อมนักสืบของเราทำงานแล้ว ขอแยกทดไว้ก่อน
- แม่ทัพจือสถาปนาตัวเองเป็นเจ้าแคว้นยง เกี่ยวดองกับสกุลเจียง(น่าจะจากแคว้นเยวี่ย ซึ่งไม่ได้อยู่ใน 4 แคว้นใหญ่ที่ตีกันไปมา) เจียงไทเฮาเป็นมารดาของจือหลางที่เสียไปแล้ว จือฉง องค์หญิงจือหลิง ส่วนเจียงเจากับเจียงฉิง เป็นหลานที่เป็นญาติห่างๆในสกุลเจียงของเจียงไทเฮา
เจียงฉิงแต่งกับจือหลาง จือหลางป่วยตายตอนอายุ 27 เจียงฉิงตรอมใจตายตาม สองคนเคยมีบุตรชื่อจือเหวินแต่เล่ากันว่าตายตั้งแต่เด็ก (ไม่มียืนยันชัดเจน)
**จือเหวินคือเจียงเหิงรึเปล่า
*ลูกของน้องสาว อาจจะเกี่ยวข้องกับการเมืองในแคว้นยง เจียงเจาย่อมปกป้องและช่วยปิดฐานะ
*เซี่ยงโจวบอกว่าเจียงเหิงหน้าเหมือนเจียงฉิงมากกว่า และเจียงเจาจงใจปิดบังเรื่องเจียงฉิง
ลำดับเวลาที่ดูแปลกๆ ต้องเรียงดีๆ คือ เกิ่งยวนรับภารกิจลอบสังหารจากใคร ตาบอดตั้งแต่เมื่อไหร่ เกิ่งยวนเป็นพ่อของเจียงเหิงจริงๆหรือ
(เนี่ยซีไม่เคยเห็นตาของเกิ่งยวน เจียงเจาเคยเห็น=เกิ่งยวนกับเจียงเจาต้องรู้จักกันมาก่อนเนี่ยซีจะมาเป็นสาวใช้ของเจียงเจา)
- 9+ ปี เกิ่งยวนได้รับภารกิจลอบสังหารจากจือหลาง(หรือจือฉง) แล้วแทงตาตัวเองจนบอดก่อนจะไป ก่อนจากไป เขาสู่ขอเจียงเจาตัดหน้าจือฉง และคนสกุลจือตกลง แสดงว่านี่คือการชดเชยที่สกุลจือมีต่อเกิ่งยวน เพราะรู้ว่าภารกิจนี้เกิ่งยวนจะไปตาย
*เกิ่งยวนแทงตาตัวเองเพื่ออะไร 1) เพื่อลดความระแวงของเหลียงอ๋อง นักดีดพิณตาบอดจะเป็นอันตรายอะไรได้ 2) ดวงตาของเกิ่งยวนโดดเด่นมาก อาจมีคนเห็นแล้วจำได้ว่าเขาคือมือสังหาร
- ดังนั้นควรเริ่มด้วย เกิ่งยวน เจียงเจา และเนี่ยซี สาวใช้ที่ถูกเลือกให้ติดตามเจียงเจา เดินทางสู่แคว้นเหลียง
- 9 ปีก่อน เกิ่งยวนทำให้เนี่ยชี สาวใช้ของเจียงเจาตั้งครรภ์เกิ่งสู่ เจียงเจาไม่เคยรู้มาก่อน แปลว่า 9 ปีก่อนเจียงเจาต้องแยกจากเกิ่งยวนและเนี่ยซีไป ไปทำอะไร?
- 8 ปีก่อน จือฉงที่ชอบเจียงเจาแต่แห้ว แต่งงานกับธิดาชนเผ่าเฟิงหรง มีลูกคือจือหลง
- 7 ปีก่อน = ปีที่เจียงเหิงเกิด จือหลางป่วยตาย เจียงฉิงตรอมใจตายตาม ภรรยาของจือฉงป่วยตาย เกิ่งยวนลอบสังหารสำเร็จ
*แล้วจือเหวินที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็กตายเมื่อไหร่ ตายยังไง?
เจียงเหิงอาจจะเป็นลูกเกิ่งยวนกับเจียงเจาจริง หรืออาจจะเป็นจือเหวินก็ได้
- เจียงเจามีปมในใจเรื่องเจียงฉิง ว่าเธอไม่น่าตัดสินใจแยกจากกัน คือเรื่องอะไร
*ถ้าเจียงเหิงเป็นลูกเจียงฉิงจริง
7-9 ปีก่อน เจียงเจากับเกิ่งยวนรู้ว่าจือฉงจะชิงบัลลังก์จือหลาง เจียงฉิงก็จะตกอยู่ในอันตรายด้วย เจียงเจาอาจจะตัดสินใจแยกไปช่วยจือหลางกับเจียงฉิง
ฉากหน้าประกาศว่าจือหลางป่วยตาย เจียงฉิงตรอมใจตายตาม (ก็ควรจะเป็นช่วง 7 ปีก่อน) แต่ที่จริงจือหลางกับเจียงฉิงอาจจะรอด และมีลูกคือเจียงเหิง
ข้อค้านใหญ่ของทฤษฎีนี้คือ ถ้าเกิดเรื่องตั้งแต่ก่อนเจียงเหิงเกิด ก็ไม่ควรมีตัวตนของ 'จือเหวิน'
หรือถ้าจะมีอีกแบบให้พีคเข้าไปใหญ่ คือเจียงเหิงไม่ได้อายุ 7 ปีพวกเจียงเจาจงใจบอกอายุให้น้อยกว่าความจริง เพื่อให้สวมบท 'บุตรของเกิ่งยวนกับเจียงเจา' ได้เนียนขึ้น
จุดที่ติดใจสุดๆก็คือมีแต่คนบอกว่าเจียงเหิงเหมือนเจียงฉิง กับเคยมี 'จือเหวิน' นี่แหละ มันดูมีอะไรค่ะ
Life orf Pi
Yann Martel · แปลโดย ตะวัน พงศ์บุรุษ
Fiction · Fantasy · Drama · Psychology · Spirituality · Religion
★★★★★★★★★★🤔💡🤯🌱💔
ความจริง ศรัทธา สัญชาตญาณ และเรื่องเล่าของมนุษย์
Life of Pi หรือ การเดินทางของพาย พาเทล เป็นนวนิยายของ Yann Martel ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2001 เล่าเรื่องของ พิสซีน มอลิทอร์ พาเทล (Piscine Molitor Patel) หรือ “พาย” เด็กหนุ่มชาวอินเดียจากเมืองพอนดิเชอร์รี ผู้เติบโตในครอบครัวเจ้าของสวนสัตว์ ก่อนครอบครัวจะตัดสินใจย้ายไปแคนาดา แต่เรือกลับอับปางกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้พายต้องเอาชีวิตรอดกลางทะเลเป็นเวลานาน
แม้ภายนอกจะเป็นเรื่องการผจญภัยและเอาชีวิตรอด แต่แก่นสำคัญของ Life of Pi คือการตั้งคำถามเกี่ยวกับ ความจริง ความเชื่อ ศาสนา วิทยาศาสตร์ ตัวตน ศีลธรรม สัญชาตญาณ ธรรมชาติ และพลังของเรื่องเล่า
ความเป็นหลังสมัยใหม่: ความจริงอาจไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว
Life of Pi มีลักษณะเด่นของวรรณกรรม Postmodernism เพราะปฏิเสธการเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา มีการแตกเรื่องออกเป็นส่วนย่อย สลับระหว่างความทรงจำ ความคิดเห็น เรื่องเล่า และปรัชญา อีกทั้งยังมีลักษณะ Metafiction เมื่อ Yann Martel ปรากฏตัวในฐานะนักเขียนผู้ได้รับฟังเรื่องของพายอีกทอดหนึ่ง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างผู้เขียน ตัวละคร เรื่องจริง และเรื่องแต่งพร่าเลือน
จุดสำคัญที่สุดคือการที่พายเล่าเหตุการณ์เรืออับปางออกมา สองเวอร์ชัน เวอร์ชันแรกมีสัตว์ ได้แก่ ม้าลาย อุรังอุตัง ไฮยีนา และเสือเบงกอล Richard Parker ส่วนเวอร์ชันที่สองแทนสัตว์เหล่านั้นด้วยมนุษย์ และเต็มไปด้วยความรุนแรง การฆ่า และการกินเนื้อมนุษย์เพื่อเอาชีวิตรอด
นวนิยายไม่ยืนยันว่าเรื่องใดจริง แต่กลับถามว่า “คุณชอบเรื่องไหนมากกว่า?” จึงเป็นการปฏิเสธความคิดเรื่องความจริงหนึ่งเดียวหรือ Grand Narrative และชี้ให้เห็นว่า เรื่องเล่าปลีกย่อยและมุมมองของแต่ละคนก็มีคุณค่าในการทำความเข้าใจโลก
พายกับอัตลักษณ์ที่ประกอบจากความหลากหลาย
พายเติบโตท่ามกลางความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม ภาษา สัตว์ และแนวคิด เขานับถือทั้ง ฮินดู คริสต์ และอิสลาม พร้อมกัน ขณะเดียวกันก็เรียนรู้วิทยาศาสตร์จากครูชีววิทยาผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า
เมื่อผู้นำศาสนาพยายามให้พายเลือกเพียงศาสนาเดียว เขากลับไม่เห็นว่าความเชื่อเหล่านั้นจำเป็นต้องขัดแย้งกัน พายจึงเป็นตัวละครที่สะท้อนแนวคิดหลังสมัยใหม่อย่างชัดเจน คือไม่ยึดติดกับความจริงหรืออัตลักษณ์เพียงชุดเดียว แต่เลือกนำองค์ความรู้หลายแบบมาผสมผสานกัน
แม้แต่ชื่อเล่น Pi (π) ซึ่งเป็นจำนวนอตรรกยะที่มีทศนิยมไม่สิ้นสุด ก็สามารถมองเป็นสัญลักษณ์ของความไม่แน่นอนและตัวตนที่ไม่สามารถจำกัดด้วยนิยามง่าย ๆ ได้
ในมุมของ Lacan ตัวตนของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ถูกประกอบสร้างจากภาษา ครอบครัว วัฒนธรรม ความเชื่อ และผู้อื่น พายจึงเป็นผลรวมของสิ่งต่าง ๆ ที่เขาได้รับมาตลอดชีวิต
ศาสนาและวิทยาศาสตร์
เรื่องไม่ได้เสนอให้เลือกระหว่าง ศรัทธากับเหตุผล แต่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์อาจต้องการทั้งสองอย่าง
วิทยาศาสตร์ช่วยพายในการสังเกตธรรมชาติ เข้าใจพฤติกรรมสัตว์ หาอาหารและวางแผนเอาชีวิตรอด ขณะที่ศาสนา การสวดมนต์ และความศรัทธาช่วยให้เขารักษาความหวังและความหมายของการมีชีวิตอยู่
วิทยาศาสตร์อาจตอบว่า “สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างไร” แต่ศาสนา ปรัชญา และเรื่องเล่าอาจช่วยตอบว่า “เราจะมีชีวิตอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร”
ดังนั้น ความเป็นเหตุเป็นผล (Rational) และสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งหมด (Irrational/Faith) จึงไม่จำเป็นต้องทำลายกัน แต่สามารถเติมเต็มสิ่งที่อีกฝ่ายขาดได้
Richard Parker: เสือหรือด้านมืดของพาย
Richard Parker สามารถอ่านผ่านทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Freud ว่าเป็นตัวแทนของ Id หรือสัญชาตญาณดิบ ได้แก่ ความหิว ความกลัว ความก้าวร้าว ความต้องการมีชีวิต และความรุนแรงที่มนุษย์มักกดเก็บเอาไว้ภายใต้ศีลธรรมและกฎสังคม
เรือชูชีพจึงเปรียบเสมือน พื้นที่ภายในจิตใจของพาย ส่วนทะเลและคลื่นที่ไม่แน่นอนสะท้อนสภาพจิตใจที่สับสนและไร้ความมั่นคง การแย่งชิงพื้นที่ระหว่างพายกับเสือจึงเปรียบได้กับการต่อสู้ระหว่างความเป็นมนุษย์ที่ได้รับการขัดเกลากับสัญชาตญาณดิบ
อย่างไรก็ตาม พายไม่ได้ “เอาชนะ” หรือควบคุมเสืออย่างสมบูรณ์ เขาเพียงเรียนรู้วิธี อยู่ร่วมและต่อรองกับมัน พายต้องควบคุมเสือไม่ให้ฆ่าตนเอง แต่การมีอยู่ของ Richard Parker ก็ทำให้เขาตื่นตัว มีเป้าหมาย และไม่ยอมแพ้ต่อความตาย
เสือจึงไม่ใช่สิ่งที่พายต้องกำจัด แต่เป็นสิ่งที่เขาต้องยอมรับว่า เป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง
ผู้ล่ากับเหยื่อสามารถสลับบทบาทกันได้
ก่อนเกิดเหตุ พายเป็นเด็กหนุ่มอ่อนโยน เป็นมังสวิรัติ และเคร่งศาสนา แต่เมื่ออยู่กลางทะเล เขาต้องฆ่าปลา กินเนื้อสัตว์ และทำสิ่งที่ขัดกับตัวตนเดิมเพื่อมีชีวิตรอด ในเรื่องเล่าเวอร์ชันมนุษย์ พายถึงขั้นฆ่าพ่อครัวหลังจากพ่อครัวฆ่าแม่ของเขา
เรื่องจึงทำให้เส้นแบ่งระหว่าง Predator กับ Prey หรือผู้ล่ากับเหยื่อ ไม่แน่นอน คนคนเดียวสามารถเป็นเหยื่อในสถานการณ์หนึ่งและกลายเป็นผู้ล่าในอีกสถานการณ์หนึ่งได้
ความดี ความชั่ว ความอ่อนโยน และความรุนแรงจึงไม่ได้เป็นคุณสมบัติตายตัว แต่บางครั้งขึ้นอยู่กับสถานการณ์และโครงสร้างอำนาจที่บุคคลกำลังเผชิญ
สัตว์ในฐานะตำแหน่งแห่งอำนาจ
หากเปรียบเทียบเรื่องสัตว์กับเรื่องมนุษย์ สัตว์แต่ละตัวอาจแทนบทบาทในโครงสร้างอำนาจได้
ม้าลายขาหัก แทนผู้บริสุทธิ์ที่อ่อนแอและตกเป็นเหยื่อ
อุรังอุตัง แทนแม่ของพาย ความรัก ความเมตตา และศีลธรรม
ไฮยีนา แทนพ่อครัว ความโลภ ความรุนแรง และการฉกฉวยจากผู้ที่อ่อนแอกว่า
Richard Parker แทนพาย สัญชาตญาณ พลังในการต่อต้าน และความรุนแรงที่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอด
สัตว์จึงอาจไม่ได้แทน “เชื้อชาติ” อย่างตรงไปตรงมา แต่แทน ตำแหน่งของแต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์ทางอำนาจ และตำแหน่งเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้
การอ่านแบบหลังอาณานิคม
อย่างไรก็ตาม เรื่องสามารถอ่านผ่าน Postcolonialism ได้เช่นกัน พายเป็นชาวอินเดียจากประเทศที่เคยตกอยู่ภายใต้อำนาจอาณานิคมตะวันตก ขณะที่พ่อครัวชาวฝรั่งเศสผู้ใช้ความรุนแรงถูกแทนด้วยไฮยีนา สัตว์กินเนื้อที่ฉวยประโยชน์จากสัตว์ที่อ่อนแอกว่า
จึงสามารถตีความได้ว่า ไฮยีนาสะท้อนภาพของ อำนาจจักรวรรดินิยมที่เข้ามาฉกฉวย ครอบครอง และเอาเปรียบผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า ขณะที่ Richard Parker หรือพายเองอาจแทนผู้ถูกกระทำที่ค้นพบว่าตนก็มี “เขี้ยวเล็บ” และสามารถต่อต้านผู้กดขี่ได้
อย่างไรก็ตาม เรื่องไม่ได้แบ่งง่าย ๆ ว่า “ตะวันตก = ผู้ล่า / ตะวันออก = เหยื่อ” เพราะพายเองก็สามารถใช้ความรุนแรงได้ ประเด็นจึงลึกไปถึงคำถามว่า เมื่อโครงสร้างอำนาจเปลี่ยน เหยื่อสามารถกลายเป็นผู้ล่าได้หรือไม่
Anthropocentrism: ใครคือสัตว์ที่โหดร้ายที่สุด?
นวนิยายยังวิจารณ์แนวคิด Anthropocentrism หรือการยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มนุษย์มักเชื่อว่าตนสูงส่งและมีสิทธิควบคุมสัตว์ แต่ในสวนสัตว์กลับเป็นมนุษย์เองที่รบกวน ทำร้าย และสร้างความทุกข์ให้สัตว์
พ่อของพายจึงติดกระจกไว้หลังม่านเพื่อให้ผู้ชมเปิดดู “สัตว์ที่อันตรายที่สุดในโลก” และพบเพียงภาพสะท้อนของตัวเอง
ชื่อ Richard Parker เองก็เกิดจากการสลับชื่อระหว่างนายพรานกับเสือโดยความผิดพลาดทางเอกสาร เป็นมุกที่ช่วยทำให้เส้นแบ่งระหว่าง มนุษย์กับสัตว์ พร่ามัวลง
เมื่อพายต้องฆ่าและกินสิ่งมีชีวิตเพื่อเอาตัวรอด เขาจึงพบว่ามนุษย์ไม่ได้แยกออกจากสัตว์อย่างเด็ดขาด ความหิว ความกลัว การล่า และสัญชาตญาณเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์เช่นเดียวกัน
Ecocentrism: มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ประสบการณ์กลางมหาสมุทรยังทำลายความเชื่อว่ามนุษย์สามารถควบคุมธรรมชาติได้ ทะเล พายุ ความหิว สัตว์ และความตายดำเนินไปโดยไม่สนใจความต้องการของมนุษย์
เรื่องจึงสามารถอ่านผ่าน Ecocriticism และ Ecocentrism ได้ว่า มนุษย์ไม่ใช่เจ้าของธรรมชาติ แต่เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งในระบบนิเวศ และควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นแทนการควบคุมหรือทำลายพวกมัน
เรื่องสัตว์ในฐานะกลไกเยียวยาบาดแผล
หากอ่านผ่าน Trauma Theory เรื่องสัตว์อาจเป็นกลไกที่จิตใจของพายสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับความทรงจำที่โหดร้ายเกินกว่าจะเผชิญตรง ๆ
หากเรื่องมนุษย์คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง พายต้องเห็นการตายของผู้คน การฆ่าแม่ของตน และสุดท้ายต้องฆ่าพ่อครัวด้วยตัวเอง การเปลี่ยนบุคคลเหล่านี้เป็นสัตว์จึงอาจช่วยให้เขาสามารถเล่าประสบการณ์นั้นได้โดยไม่ถูกความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดทำลาย
Richard Parker จึงอาจเป็นการแยกด้านรุนแรงของตัวเองออกมาเป็น “อีกตัวตนหนึ่ง” เพื่อให้พายสามารถพูดว่า “เสือเป็นผู้ทำ” แทนการเผชิญกับคำว่า “ฉันเป็นผู้ทำ”
ดังนั้นเรื่องสัตว์ไม่จำเป็นต้องเป็น “คำโกหก” แต่สามารถเป็น ความจริงทางจิตใจในรูปของสัญลักษณ์
เมื่อ Richard Parker จากไป
เมื่อพายถึงชายฝั่งเม็กซิโก Richard Parker เดินเข้าป่าโดยไม่หันกลับมา พายกลับเสียใจกับการจากลานั้นอย่างมาก
หากเสือคือด้านหนึ่งของตัวพาย เหตุการณ์นี้สามารถอ่านได้สองทางพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือ การกลับเข้าสู่สังคมมนุษย์ พายไม่จำเป็นต้องใช้สัญชาตญาณรุนแรงแบบกลางทะเลอีกต่อไป
แต่อีกด้านหนึ่งคือ การกดทับตัวตน เพราะสังคมไม่สามารถยอมรับด้านของมนุษย์ที่สามารถฆ่า ล่า และทำสิ่งรุนแรงเพื่อเอาชีวิตรอดได้ พายจึงต้อง “ซ่อนเสือ” เอาไว้เพื่อกลับมาเป็นสมาชิกของสังคม
การเป็นมนุษย์ในอารยธรรมจึงอาจต้องแลกกับ การเก็บบางส่วนของความเป็นมนุษย์เอาไว้ในความมืด
เรื่องเล่า ศรัทธา และความหมายของชีวิต
Life of Pi ตั้งคำถามว่า เรื่องเล่าที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้จำเป็นต้องไร้คุณค่าหรือไม่ มนุษย์ใช้ศาสนา ตำนาน นิทาน และเรื่องเล่ามานับพันปีเพื่ออธิบายความตาย ความรัก ธรรมชาติ ความทุกข์ และความหมายของการมีชีวิต
ในมุม Existentialism พายไม่สามารถควบคุมโลกได้ เขาควบคุมไม่ได้ว่าเรือจะล่มหรือไม่ ใครจะตาย พายุจะมาเมื่อใด หรือธรรมชาติจะเมตตาเขาหรือไม่ สิ่งที่เขายังสามารถเลือกได้คือ จะตอบสนองและให้ความหมายแก่สิ่งเหล่านั้นอย่างไร
เขาเลือกมีชีวิต เลือกศรัทธา และท้ายที่สุดเลือกวิธีเล่าเรื่องของตัวเอง
ภาพการเดินทางบนเรือพร้อมสัตว์ยังชวนให้นึกถึง Noah's Ark แต่เรื่องนำตำนานเก่ามาปรับเปลี่ยนใหม่ในลักษณะ Intertextuality/Parody จากเรื่องมนุษย์ผู้ช่วยสัตว์ให้รอด กลายเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ค้นพบว่า ตัวเองก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งเช่นกัน
สรุป
Life of Pi จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการเอาชีวิตรอด แต่เป็นการสำรวจธรรมชาติของมนุษย์ผ่านความขัดแย้งหลายคู่ ได้แก่ วิทยาศาสตร์–ศาสนา เหตุผล–ศรัทธา มนุษย์–สัตว์ ผู้ล่า–เหยื่อ อารยธรรม–สัญชาตญาณ และความจริง–เรื่องเล่า
พายเรียนรู้ว่าเราไม่สามารถดำรงชีวิตด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว มนุษย์ต้องใช้เหตุผลเพื่อเข้าใจโลก ใช้สัญชาตญาณเพื่อเอาชีวิตรอด ใช้ศีลธรรมเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น ใช้ศรัทธาเพื่อรับมือกับสิ่งที่อธิบายไม่ได้ และใช้เรื่องเล่าเพื่อทำให้ประสบการณ์ของตนมีความหมาย
คำถามสำคัญที่สุดของ Life of Pi จึงอาจไม่ใช่ “เรื่องไหนเป็นเรื่องจริง?”
แต่คือ
“เมื่อความจริงบางอย่างโหดร้ายเกินกว่าที่มนุษย์จะรับไหว เราจะเล่าเรื่องนั้นอย่างไร เพื่อให้ยังสามารถอยู่กับมันและมีชีวิตต่อไปได้?”
Orlando
Virginia Woolf
Fiction · Classic · Biography
★★★★★★★★★★
เป็นหนังสือที่มีความคลาสสิกอยู่ในตัว รู้สึกว่าการที่ตัวเอกผันเปลี่ยนจากผู้ชายเป็นผู้หญิง
จริงๆแล้วส่งผลต่อความคิดความรู้สึกของตัวเอกพอสมควร
คิดว่าเป็นแนวที่อ่านไม่ง่ายและไม่นึกด้วยว่าจะให้คะแนนเต็ม
แต่กลับพบว่าแม้อ่านจบมานานแล้ว แต่คงมีอะไรบางอย่างในเล่มนี้ที่ทำงานกับภายในของเราได้อย่างดีมากๆ
คืนฝนลวง
มิจิโอะ ชูสุเกะ · แปลโดย จันทิมา ทะคิโมะโตะ
Fiction · Mystery
★★★★★★★★★★😲🤔
เร็น ชายหนุ่มอายุ 19 อาศัยอยู่กับคาเอเดะ น้องสาวนักเรียนม.ต้นอายุ 14 และมุตสึโอะ พ่อเลี้ยงที่เพิ่งแต่งงานกับแม่ของพวกเขาได้ไม่นานแม่ก็ด่วนจากไปจากอุบัติเหตุ ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ประดักประเดิดนำไปสู่ปัญหา เร็นต้องทิ้งเส้นทางเรียนต่อมาทำงานร้านสะดวกซื้อเพื่อหาเงินส่งน้องสาวเรียน ในวันที่พายุฝนโหมกระหน่ำ เร็นกลับบ้านมาพบคาเอเดะกำลังเช็ดรอยเปื้อนบนกระโปรง และคาเอเดะบอกว่ารอยเปื้อนนั้นเกิดขึ้นในบ้าน ราวงกับในพายุฝนมีมังกรซุ่มซ่อนจ้องมอง มังกรที่ตามตำนานว่ากันว่าถือกำเนิดจากความแค้น ความโกรธแค้นต่อพ่อเลี้ยงทำให้ให้เร็นตัดสินใจจะฆ่าพ่อเลี้ยงเพื่อปกป้องน้องสาว วิธีที่เขาลงมือโอกาสสำเร็จต่ำมากแต่ถ้าสำเร็จจะดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ แล้วพวกเขาสองพี่น้องก็จะหลุดจากนรกในบ้าน การลงมือท่ามกลางพายุฝนพร่ามัวที่บดบังความจริงได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกินกว่าเร็นจะคาดคิด
ตัวคดีกับสไตล์ของนักเขียนที่อาจมีผลต่อการอ่านและสปอย จะใส่ * ไว้ก่อนถึงและจะเอาไว้พูดถึงทีหลัง
ที่พูดได้แบบไม่สปอยคือ เป็นสืบสวนแบบเมืองวุ่นคนวาย เรื่องร้ายๆมักไม่มาเดี่ยวและไม่ได้เกิดกับคนคนเดียว ธีมเรื่องคือปัญหาครอบครัวค่ะ บ้านโซเอคิดะมีพ่อเลี้ยงเฮงซวยกับลูกเลี้ยงวัยรุ่นชายหญิงที่ไม่สนิทกัน บ้านมิโซตะมีแม่เลี้ยงวัยสาวที่ถูกสองพี่น้องต่อต้านเพราะคิดว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของแม่ด้วยเหตุผลบางอย่าง บ้านโซเอคิดะดูเผินๆก็ปัญหาที่ดูตรงไปตรงมาน่าอึดอัดใจ บ้านมิโซตะยังดูมีอะไรให้เพ่งเล็งใช่มั้ยคะ พออ่านไปแล้วจะต้องได้อึ้งซักทีสองทีเป็นอย่างน้อยค่ะ
ใครชอบท้าทายสู้มือกับนักเขียนสายหลอกคนอ่านเน้นๆ ทรงแบบไม่ใช่สืบสวนคลาสสิก เรื่องนี้ควรอ่านค่ะ อาจจะหายากหน่อยเพราะสนพปิดตัวไปนานแล้ว แต่ถ้าหาได้คือคุ้มค่าแน่นอนค่ะ
*ตรงนี้ไม่สปอยเนื้อเรื่องโดยตรง วิเคราะห์สไตล์การเล่าเรื่องและทริกของนักเขียนเฉยๆ"
อ.มิจิโอะเป็นคนที่มีสไตล์ในการเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์มากค่ะ ถ้าให้นิยามด้วยภาษาของเรา คือ ฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรมาเจอกัน + ตาบอดคลำช้าง ค่ะ คือคดีของอ.จะไม่ใช่แค่ A เก็บ B เพราะโลกนี้ก็ไม่ได้มีแค่สองเรา คนแต่ละคนล้วนมีสัมพันธ์กับคนอื่น คนที่มีอะไรคล้ายกันก็จะถูกดึงดูดเข้าหากัน ทุกความสัมพันธ์มีผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ประมาณนั้นค่ะ การเล่าเรื่องของอ.เลยเป็นแบบ เล่าผ่านมุมมองของคนแต่ละคนในวังวนนี้ ซึ่งทุกคนล้วนเหมือนตาบอดคลำช้าง คนเราเห็นแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า ร่วมกับอคติบังตาหรือเจตนาจะปิดบัง ก็ยิ่งมองไม่เห็นความจริงทั้งหมด และเราในฐานะนักอ่านที่อ่านเรื่องราวของเหล่า'คนตาบอด' อีกที ถ้าเผลอไหลตามฟังความข้างเดียวเมื่อไหร่ ก็เตรียมโดนหลอกได้เลยค่ะ เนื่องจากเราอ่านงานของอ.มิจิโอะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 แล้ว รอบนี้เราเลยอ่านแบบตั้งป้อมระแวงทุกหน้า ทริกอย่างหนึ่งที่อ.ชอบใช้คือ 'ของคู่เหมือน' ค่ะ ถ้าเจออะไรเล็กๆน้อยๆ แต่หาคู่เหมือนของคล้ายในเรื่องต้องจhองไว้ดีๆ แล้วลองคิดในมุมที่ต่างจากตัวละครเล่าจะเจอความจริงค่ะ อีกอย่างคือคนที่ไม่ค่อยเล่าอะไรในเรื่อง ถ้าไม่ใช่เขาไม่รู้ ก็คือเขาไม่อยากเล่า จงเพ่งมองคนพวกนี้ไว้
อันนี้มีสปอยเรื่องค่ะ
คนที่เราเพ่งเล็งมากในเรื่องนี้คือคาเอเดะค่ะ สิ่งที่เธอเล่า ไม่ได้อธิบายสิ่งที่เกิดกับเธอได้ทั้งหมด เธอมีอะไรปิดบังไว้ที่โดนฉาบหน้าด้วย'หัวข้ออ่อนไหว ไม่อยากพูดถึง' เธอนี่แหละมีพื้นที่ให้ซุกความลับที่ใหญ่ที่สุด
ส่วนจุดที่ทำให้เราหันหัวไปถูกทางจริงๆคือจดหมายขู่ค่ะ
คีย์สำหรับเราคือ ของที่คนเราจะรู้สึกคุ้นตา มักจะเป็นของที่เราได้เห็นบ่อย หรือได้เห็นไม่นานนี้ ไม่ใช่ของที่เห็นแค่ครั้งเดียว
กับเนื้อหาการขู่ มันไม่สอดคล้องกับ mindset ของคนที่คนในเรื่องคิดว่าใช่ค่ะ
พอคิดแบบนี้ ก็มีคนน่าสงสัยอีกคนโผล่ขึ้นมาทันทีเลยค่ะ
เราไมไ่ด้โดนหลอกเรื่องคดีที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเท่าไหร่
แต่ที่หลอกเราได้แบบเต็มๆคือเรื่องในอดีตค่ะ เรื่องที่คนดูแลสุสานเล่าคืออึ้งที่สุด รองลงไปคือความจริงในวิดีโอของบ้านมิโซตะ นั่นก็เหวอแรงเช่นกัน
ทรวงทราม
คราม
Fiction · Romance
★★★★★★★★★★
เรื่องราวของนักเลงหนุ่มพระนคร กับครูสาวบ้านนอก ที่ถูกหลอกมาเพื่อเป็นล่ามแปลภาษาให้กับการค้าฝิ่นของผู้มีอิทธิพลในพระนคร
รวี เป็นสาวบ้านนอก ฐานะยากจน เข้าพระนครมาด้วยความหวังว่าจะมาเป็นครู โดยไม่รู้ว่าตัวเองนั้นโดนหลอกมาเป็นล่ามในการเจรจาค้าฝิ่น
ด้วยความผิดพลาดในการเจรจารอบแรก ทำให้รวียังไม่ทันได้ทันหน้าที่ในการเป็นล่าม รวีจึงถูกเก็บไว้ใช้งานในการเจรจาครั้งถัดไป โดยส่งต่อให้ไอ่หมาบ้าอย่าง 'แดนไตร มหานาค' นักเลงที่ทั้งพระนครต่างเกรงกลัว ดูแลต่อ
แดนไตร พาครูรวีไปอยู่ที่บาร์กินรี โดยรวีรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยแม่ครัว คอยล้างจานอยู่ในครัว
การเข้าไปอยู่ในบาร์กินรีทำให้ รวี ได้พบเจอกับมิตรภาพที่ดี รวมถึงความสัมพันธ์ของเธอกับเขาก็พัฒนาก่อเกิดเป็นความรักที่แน่นแฟ้น
รวีสามารถละลายหัวใจของนักเลงหนุ่มลงได้ด้วยหัวใจที่ดีงามของเธอเอง คนที่ชาวบ้านต่างโจษจันกันว่าชั่วช้า เลวทราม แต่กลับเธอมองเข้าไปถึงเนื้อแท้ของเขาและเข้าใจว่าเขาไม่ได้เลวร้าย แต่เพราะสังคมที่หล่อหลอมให้เขาต้องเป็นนักเลงเพื่อเอาตัวรอด
รวีใฝ่ฝันที่จะมีชีวิตที่เรียบง่ายกับเขา แต่การถอนตัวจากวงการนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
แดนไตรและวรี ต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคเคียงข้างกัน
ท้ายสุดแดนไตรก็ได้ชดใช้กรรมของการทำตัวชั่วช้ามาตลอดหลายปี และหลุดพ้นออกเป็นแค่ 'แดนไตร' คนธรรมดาที่พร้อมจะเคียงข้าง ครูรวีตลอดไป
แฟลตมรณะโตเกียวเฮ้าส์ 1961
มาริ ยูกิโกะ
Fiction · Mystery
★★★★★★★★★★
เป็นหนังสือสืบสวนที่มีสอง timeline ประเด็นธีมที่ซ่อนอยู่คือมุมมองต่อแฟลตในอดีต ที่มองว่าเป็นอีกสถานะหนึ่งของคนที่มีความมั่นคงมากขึ้น ในแง่การไขคดี แม้เราจะทายได้ลางๆระหว่างการอ่านว่าใครคือคนร้าย แต่ก็ยังนับว่าเป็นหนังสือที่อ่านได้สนุก
ส่วนการออกแบบ ผมชอบการออกแบบเพราะตอนเดินผ่านร้านหนังสือรู้สึกว่าเป็นโทนสีทำให้เราต้องหยุดมองเมื่อตั้งกับหนังสือข้างๆ
Infinite Sorrow หากลืมตาจะเห็นฟ้าผ่าเป็นห่ารัก
คณิศร
Fiction · Drama · Young Adult
★★★★★★★★★★
เรื่องราวของฟ้า เด็กที่เกิดมาในความครอบครัวที่ไม่ได้อบอุ่น พ่อแม่มักมีปากเสียง มีสงครามกลางบ้านกันอยู่เสมอ และฟ้าก็เป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากสงครามของครอบครัว
เขาไม่เคยเห็นพ่อแม่แสดงความรักต่อกัน เขาไม่รู้ว่าคนรักกันต้องแสดงออกแบบไหน แต่เขาก็ยังคงโหยหาความรัก โหยหาความสวยงามของโลกใบนี้
จนกระทั่งเขาได้พบกับป้อง รักแรกและรักเดียวของเขา เป็นรักแสนสั้นที่ติดตรึงอยู่ในใจตลอดไป เมื่อป้องจากไปตลอดกาลไม่กลับมา
การสูญเสียความรักเดียวของเขาไป ทำให้ชีวิตฟ้าพังทลายลง เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงศพที่ยังหายใจ เน่าเฟะ รอวันจมหายไปจากโลกใบนี้
—*
เรารู้สึกได้ว่าทุกคนมีความรักอยู่ในใจเสมอไม่ว่าจะรูปแบบใด ต่อสิ่งใด คน สัตว์ สิ่งของ อยู่ที่เราจะแสดงมันออกมาในรูปแบบไหน
จุดเริ่มต้นของความพังทลายมันมาจากความรักในครอบครัว ความรักที่แม่ไม่ได้รับจากพ่อ แม่ขาดรัก โหยหารัก แม่อยากได้รับความรักแต่แม่แสดงออกความรักไม่เป็น แม่เกรี้ยวกราด หงุดหงิด ใช้กำลัง วาจา ศีลธรรมในสังคม ข่มลูกเสมอ เพื่อให้ลูกอยู่ในโอวาส เพื่อให้ลูกไม่จากตัวเองไป
แต่การแสดงความรักผิดๆมันทำให้ลูกไม่รู้สึกถึงความรักของแม่ เขารู้สึกเป็นส่วนเกิน เป็นบาดแผลของแม่ และไม่ถูกรัก
ทำให้เขาโดยหาความรักจากที่อื่น จนได้เจอกับรักแรกและรักเดียวของเขา เขาไม่เคยเอ่ยคำว่ารักออกไปเลย เพราะไม่รู้ว่าต้องแสดงออกแบบไหนให้อีกฝ่ายรู้ว่ารัก เมื่อสูญเสียรักแรกไปตลอดกาล เขาติดอยู่ในเหตุการณ์การสูญเสียนั้น รักแรกตามหลอกหลอน เห็นเขาอยู่เสมอ เพราะรู้สึกผิดในใจที่ตัวเองขี้ขลาดเกินกว่าจะเอื้อมมือออกไปช่วยรักแรกของตัวเอง
*— favorite part**
ชอบบทที่แม่นั่งรอลูกกินข้าว ในวัยกลางคนที่เรามีแรง เราแบกรับทุกสิ่งโดยตัวคนเดียว ความเครียด ความยากลำบาก โดยไม่ปริปากบอกใครออกไป เราเกี้ยวกราดเพื่อให้ดูน่าเกรงขาม ให้ลูกรักและเคารพเรา จนลูกเอาใจออกห่าง แต่ในวันที่เขาแก่ลง เขาไม่มีเรี่ยวแรงที่จะโกรธเกรี้ยวชีวิตและเอาไปลงที่คนอื่นอีกแล้ว แม่วางอารมณ์หลายๆอย่างลงและพูดในสิ่งที่คิดออกมา มันให้เกิดความเข้าใจกันในครอบครัวมากยิ่งขึ้น
The Martian Chronicles
Ray Bradbury
Fiction · Fantasy
★★★★★★★★★★
เป็นเล่มที่คาดหวังพอสมควร มีสิ่งที่เราชอบหลายอย่าง ทั้งแบบเรื่องเกี่ยวกับการจินตนาการถึงการไปดาวอังคาร หรือการเดินทางไปดาวอังคารแต่ละทีมสำรวจ
แต่ก็ยอมรับว่ามีเรื่องสั้นๆย่อยๆ บางเรื่องที่อืดๆไปหน่อย
ในมุมมองของเราคิดว่ามีความเป็นแนวนิยาย fiction ผสมแนว dystopia และ fantasy
หรือบางคนอาจจะมองว่าเป็นแนว sci fi และวิทยาศาสตร์ ก็อาจเป็นได้นะ
Swimming in the dark
Tomasz Jedrowski
Fiction
★★★★★★★★★★
เป็นหนังสือที่ซื้อมาด้วยความคาดหวัง
เราชอบ pacing ของเรื่องนี้มากนะ
เราคิดว่าเล่มนี้ได้รับคำชมพอสมควร แต่คงเป็นอีกเล่มสำหรับเราที่ underrated และอยากให้ได้รับคำชมมากกว่านี้อีก
ปล หลายครั้งที่เราอ่านงานพิมพ์ของ Salmon เป็นอีกสำนักพิมพ์นึง ที่มีฟ้อนท์ที่อ่านง่าย สบายตามาก
The great gatsby
F. Scott Fitzgerald
Fiction · Classic
★★★★★★★★★★
หนังสือคลาสสิก ที่เราอ่านซ้ำไปสองรอบ
จำได้ว่าอ่านตอนแรกอ่านเฉยๆ แต่ไม่รู้ทำไมพออ่านจบก็รู้สึกว่านึกย้อนถึงเรื่องนี้บ่อยๆ
พอถ้าแบบนึกถึงนิยายเกี่ยวการยึดมั่นในความรัก เรามักจะนึกถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ
และหนังสือยังสอดแทรกประเด็นเรื่อง American dream ไว้ด้วย
เบญจทีรฆันดร
กิตติศักดิ์ คงคา
Mystery · Fiction
★★★★★★★★★★
เราว่าสนุกดีนะ คือแบบได้เห็นว่าตัวเอกเคยผ่านอะไรมา
ตอนแรกเรานึกไม่ถึงมากๆว่าคู่หูที่อยู่ด้วยกันมาตลอด แค่ชื่อเหมือนเฉยๆ
แต่เราแอบชอบกาสักอังก์ฆาตมากกว่าเล็กน้อย อาจจะด้วยว่าเราเริ่มอ่านงานของนักสืบคู่นี้ จากกาสักอังก์ฆาต แล้วต่อด้วยรจเลขกัมมันต์ละมั้ง