Feed — บ้านนักอ่านนิยาย
17
ความรู้สึกหลังอ่าน🤔 ชวนคิด
Baannakarn · Reader to Reader
พื้นที่ส่งต่อหนังสือดีๆ จากนักอ่านสู่นักอ่าน
นางนวลกับมวลแมว ผู้สอนให้นกบิน
หลุยส์ เซปุล์เบดา · แปลโดย สถาพร ทัพยศักดิ์
Self-help · Psychology · Philosophy
★★★★★★★★★★💡😄🤔
นางนวลกับมวลแมว ผู้สอนให้นกบิน เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่ผู้เขียนบอกว่าเหมาะสำหรับผู้อ่านอายุ 8–80 ปี และเมื่ออ่านจบแล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะแม้จะเป็นเรื่องราวของสัตว์และใช้ภาษาที่อ่านง่าย แต่กลับเต็มไปด้วยข้อคิดสำคัญเกี่ยวกับสัญญา ความรัก มิตรภาพ และการยอมรับความแตกต่าง
เรื่องย่อ
เรื่องเริ่มต้นจากนกนางนวลตัวหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุจากคราบน้ำมันในทะเล ก่อนสิ้นใจมันได้ฝากไข่ไว้กับ *ซอร์บาส แมวดำแห่งท่าเรือ พร้อมขอให้รับปากว่าจะทำสามสิ่ง คือ กกไข่ ฟักไข่ และสอนลูกนกให้บิน แมวซอร์บาสรับปาก แม้ภารกิจนี้จะเกินกำลังและผิดธรรมชาติของแมวอย่างยิ่ง เขาจึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนแมวตัวอื่น ๆ ในท่าเรือ เพื่อดูแลลูกนกนางนวลที่ฟักออกมาและตั้งชื่อว่า โชคดี *เหล่าแมวเลี้ยงดูโชคดีด้วยความรักและความเอ็นดู แม้จะผูกพันกันมากเพียงใด พวกมันก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนนกนางนวลให้กลายเป็นแมว เพราะรู้ดีว่าโชคดีต้องเติบโตและดำเนินชีวิตในแบบของนกนางนวล นั่นคือการโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
ความเห็นหลังอ่าน
หนังสือเล่มนี้มีเรื่องให้คิดมากกว่าที่คาดไว้ ตั้งแต่เรื่องของการรักษาสัญญา ความร่วมมือ ความรักและการดูแลสิ่งที่อ่อนแอกว่า ไปจนถึงการยอมรับว่าผู้ที่แตกต่างจากเราไม่จำเป็นต้องเหมือนเรา สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือเหล่าแมวรักโชคดีอย่างที่มันเป็น พวกมันไม่ได้รักเพราะอยากครอบครอง หรืออยากให้ลูกนกอยู่กับตนตลอดไป แต่รักมากพอที่จะยอมปล่อยให้มันบินไปตามธรรมชาติของตัวเอง หนังสือยังเสียดสีมนุษย์อย่างแหลมคมผ่านมุมมองของเหล่าแมว โดยชวนให้ย้อนคิดว่า มนุษย์ที่คิดว่าตนฉลาดกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นนั้น เข้าใจและให้เกียรติความแตกต่างมากเพียงใด แม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองที่ใช้ภาษาเดียวกัน บางครั้งก็ยังสื่อสารและเข้าใจกันได้ยาก
นางนวลกับมวลแมว ผู้สอนให้นกบิน
จึงไม่ใช่เพียงนิทานอบอุ่นเกี่ยวกับแมวกับนกนางนวล แต่เป็นเรื่องของความรักที่ไม่บังคับ ความรับผิดชอบต่อคำพูด และการเคารพคุณค่าของชีวิตที่แตกต่างจากเรา เป็นหนังสือเล่มเล็กที่อ่านจบแล้วอยากแนะนำต่อ และอยากชวนให้มนุษย์ทุกคนลองหันกลับมามองตนเองว่า เราเปิดใจยอมรับสิ่งที่แตกต่างจากเราได้มากพอแล้วหรือยัง
สำนักพิมพ์: ผีเสื้อ
ฉบับที่อ่าน: พิมพ์ครั้งที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2551
ราคา: 98.50 บาท
วันที่ซื้อ: 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551
Life orf Pi
Yann Martel · แปลโดย ตะวัน พงศ์บุรุษ
Fiction · Fantasy · Drama · Psychology · Spirituality · Religion
★★★★★★★★★★🤔💡🤯🌱💔
ความจริง ศรัทธา สัญชาตญาณ และเรื่องเล่าของมนุษย์
Life of Pi หรือ การเดินทางของพาย พาเทล เป็นนวนิยายของ Yann Martel ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2001 เล่าเรื่องของ พิสซีน มอลิทอร์ พาเทล (Piscine Molitor Patel) หรือ “พาย” เด็กหนุ่มชาวอินเดียจากเมืองพอนดิเชอร์รี ผู้เติบโตในครอบครัวเจ้าของสวนสัตว์ ก่อนครอบครัวจะตัดสินใจย้ายไปแคนาดา แต่เรือกลับอับปางกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้พายต้องเอาชีวิตรอดกลางทะเลเป็นเวลานาน
แม้ภายนอกจะเป็นเรื่องการผจญภัยและเอาชีวิตรอด แต่แก่นสำคัญของ Life of Pi คือการตั้งคำถามเกี่ยวกับ ความจริง ความเชื่อ ศาสนา วิทยาศาสตร์ ตัวตน ศีลธรรม สัญชาตญาณ ธรรมชาติ และพลังของเรื่องเล่า
ความเป็นหลังสมัยใหม่: ความจริงอาจไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว
Life of Pi มีลักษณะเด่นของวรรณกรรม Postmodernism เพราะปฏิเสธการเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา มีการแตกเรื่องออกเป็นส่วนย่อย สลับระหว่างความทรงจำ ความคิดเห็น เรื่องเล่า และปรัชญา อีกทั้งยังมีลักษณะ Metafiction เมื่อ Yann Martel ปรากฏตัวในฐานะนักเขียนผู้ได้รับฟังเรื่องของพายอีกทอดหนึ่ง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างผู้เขียน ตัวละคร เรื่องจริง และเรื่องแต่งพร่าเลือน
จุดสำคัญที่สุดคือการที่พายเล่าเหตุการณ์เรืออับปางออกมา สองเวอร์ชัน เวอร์ชันแรกมีสัตว์ ได้แก่ ม้าลาย อุรังอุตัง ไฮยีนา และเสือเบงกอล Richard Parker ส่วนเวอร์ชันที่สองแทนสัตว์เหล่านั้นด้วยมนุษย์ และเต็มไปด้วยความรุนแรง การฆ่า และการกินเนื้อมนุษย์เพื่อเอาชีวิตรอด
นวนิยายไม่ยืนยันว่าเรื่องใดจริง แต่กลับถามว่า “คุณชอบเรื่องไหนมากกว่า?” จึงเป็นการปฏิเสธความคิดเรื่องความจริงหนึ่งเดียวหรือ Grand Narrative และชี้ให้เห็นว่า เรื่องเล่าปลีกย่อยและมุมมองของแต่ละคนก็มีคุณค่าในการทำความเข้าใจโลก
พายกับอัตลักษณ์ที่ประกอบจากความหลากหลาย
พายเติบโตท่ามกลางความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม ภาษา สัตว์ และแนวคิด เขานับถือทั้ง ฮินดู คริสต์ และอิสลาม พร้อมกัน ขณะเดียวกันก็เรียนรู้วิทยาศาสตร์จากครูชีววิทยาผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า
เมื่อผู้นำศาสนาพยายามให้พายเลือกเพียงศาสนาเดียว เขากลับไม่เห็นว่าความเชื่อเหล่านั้นจำเป็นต้องขัดแย้งกัน พายจึงเป็นตัวละครที่สะท้อนแนวคิดหลังสมัยใหม่อย่างชัดเจน คือไม่ยึดติดกับความจริงหรืออัตลักษณ์เพียงชุดเดียว แต่เลือกนำองค์ความรู้หลายแบบมาผสมผสานกัน
แม้แต่ชื่อเล่น Pi (π) ซึ่งเป็นจำนวนอตรรกยะที่มีทศนิยมไม่สิ้นสุด ก็สามารถมองเป็นสัญลักษณ์ของความไม่แน่นอนและตัวตนที่ไม่สามารถจำกัดด้วยนิยามง่าย ๆ ได้
ในมุมของ Lacan ตัวตนของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ถูกประกอบสร้างจากภาษา ครอบครัว วัฒนธรรม ความเชื่อ และผู้อื่น พายจึงเป็นผลรวมของสิ่งต่าง ๆ ที่เขาได้รับมาตลอดชีวิต
ศาสนาและวิทยาศาสตร์
เรื่องไม่ได้เสนอให้เลือกระหว่าง ศรัทธากับเหตุผล แต่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์อาจต้องการทั้งสองอย่าง
วิทยาศาสตร์ช่วยพายในการสังเกตธรรมชาติ เข้าใจพฤติกรรมสัตว์ หาอาหารและวางแผนเอาชีวิตรอด ขณะที่ศาสนา การสวดมนต์ และความศรัทธาช่วยให้เขารักษาความหวังและความหมายของการมีชีวิตอยู่
วิทยาศาสตร์อาจตอบว่า “สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างไร” แต่ศาสนา ปรัชญา และเรื่องเล่าอาจช่วยตอบว่า “เราจะมีชีวิตอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร”
ดังนั้น ความเป็นเหตุเป็นผล (Rational) และสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งหมด (Irrational/Faith) จึงไม่จำเป็นต้องทำลายกัน แต่สามารถเติมเต็มสิ่งที่อีกฝ่ายขาดได้
Richard Parker: เสือหรือด้านมืดของพาย
Richard Parker สามารถอ่านผ่านทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Freud ว่าเป็นตัวแทนของ Id หรือสัญชาตญาณดิบ ได้แก่ ความหิว ความกลัว ความก้าวร้าว ความต้องการมีชีวิต และความรุนแรงที่มนุษย์มักกดเก็บเอาไว้ภายใต้ศีลธรรมและกฎสังคม
เรือชูชีพจึงเปรียบเสมือน พื้นที่ภายในจิตใจของพาย ส่วนทะเลและคลื่นที่ไม่แน่นอนสะท้อนสภาพจิตใจที่สับสนและไร้ความมั่นคง การแย่งชิงพื้นที่ระหว่างพายกับเสือจึงเปรียบได้กับการต่อสู้ระหว่างความเป็นมนุษย์ที่ได้รับการขัดเกลากับสัญชาตญาณดิบ
อย่างไรก็ตาม พายไม่ได้ “เอาชนะ” หรือควบคุมเสืออย่างสมบูรณ์ เขาเพียงเรียนรู้วิธี อยู่ร่วมและต่อรองกับมัน พายต้องควบคุมเสือไม่ให้ฆ่าตนเอง แต่การมีอยู่ของ Richard Parker ก็ทำให้เขาตื่นตัว มีเป้าหมาย และไม่ยอมแพ้ต่อความตาย
เสือจึงไม่ใช่สิ่งที่พายต้องกำจัด แต่เป็นสิ่งที่เขาต้องยอมรับว่า เป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง
ผู้ล่ากับเหยื่อสามารถสลับบทบาทกันได้
ก่อนเกิดเหตุ พายเป็นเด็กหนุ่มอ่อนโยน เป็นมังสวิรัติ และเคร่งศาสนา แต่เมื่ออยู่กลางทะเล เขาต้องฆ่าปลา กินเนื้อสัตว์ และทำสิ่งที่ขัดกับตัวตนเดิมเพื่อมีชีวิตรอด ในเรื่องเล่าเวอร์ชันมนุษย์ พายถึงขั้นฆ่าพ่อครัวหลังจากพ่อครัวฆ่าแม่ของเขา
เรื่องจึงทำให้เส้นแบ่งระหว่าง Predator กับ Prey หรือผู้ล่ากับเหยื่อ ไม่แน่นอน คนคนเดียวสามารถเป็นเหยื่อในสถานการณ์หนึ่งและกลายเป็นผู้ล่าในอีกสถานการณ์หนึ่งได้
ความดี ความชั่ว ความอ่อนโยน และความรุนแรงจึงไม่ได้เป็นคุณสมบัติตายตัว แต่บางครั้งขึ้นอยู่กับสถานการณ์และโครงสร้างอำนาจที่บุคคลกำลังเผชิญ
สัตว์ในฐานะตำแหน่งแห่งอำนาจ
หากเปรียบเทียบเรื่องสัตว์กับเรื่องมนุษย์ สัตว์แต่ละตัวอาจแทนบทบาทในโครงสร้างอำนาจได้
ม้าลายขาหัก แทนผู้บริสุทธิ์ที่อ่อนแอและตกเป็นเหยื่อ
อุรังอุตัง แทนแม่ของพาย ความรัก ความเมตตา และศีลธรรม
ไฮยีนา แทนพ่อครัว ความโลภ ความรุนแรง และการฉกฉวยจากผู้ที่อ่อนแอกว่า
Richard Parker แทนพาย สัญชาตญาณ พลังในการต่อต้าน และความรุนแรงที่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอด
สัตว์จึงอาจไม่ได้แทน “เชื้อชาติ” อย่างตรงไปตรงมา แต่แทน ตำแหน่งของแต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์ทางอำนาจ และตำแหน่งเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้
การอ่านแบบหลังอาณานิคม
อย่างไรก็ตาม เรื่องสามารถอ่านผ่าน Postcolonialism ได้เช่นกัน พายเป็นชาวอินเดียจากประเทศที่เคยตกอยู่ภายใต้อำนาจอาณานิคมตะวันตก ขณะที่พ่อครัวชาวฝรั่งเศสผู้ใช้ความรุนแรงถูกแทนด้วยไฮยีนา สัตว์กินเนื้อที่ฉวยประโยชน์จากสัตว์ที่อ่อนแอกว่า
จึงสามารถตีความได้ว่า ไฮยีนาสะท้อนภาพของ อำนาจจักรวรรดินิยมที่เข้ามาฉกฉวย ครอบครอง และเอาเปรียบผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า ขณะที่ Richard Parker หรือพายเองอาจแทนผู้ถูกกระทำที่ค้นพบว่าตนก็มี “เขี้ยวเล็บ” และสามารถต่อต้านผู้กดขี่ได้
อย่างไรก็ตาม เรื่องไม่ได้แบ่งง่าย ๆ ว่า “ตะวันตก = ผู้ล่า / ตะวันออก = เหยื่อ” เพราะพายเองก็สามารถใช้ความรุนแรงได้ ประเด็นจึงลึกไปถึงคำถามว่า เมื่อโครงสร้างอำนาจเปลี่ยน เหยื่อสามารถกลายเป็นผู้ล่าได้หรือไม่
Anthropocentrism: ใครคือสัตว์ที่โหดร้ายที่สุด?
นวนิยายยังวิจารณ์แนวคิด Anthropocentrism หรือการยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มนุษย์มักเชื่อว่าตนสูงส่งและมีสิทธิควบคุมสัตว์ แต่ในสวนสัตว์กลับเป็นมนุษย์เองที่รบกวน ทำร้าย และสร้างความทุกข์ให้สัตว์
พ่อของพายจึงติดกระจกไว้หลังม่านเพื่อให้ผู้ชมเปิดดู “สัตว์ที่อันตรายที่สุดในโลก” และพบเพียงภาพสะท้อนของตัวเอง
ชื่อ Richard Parker เองก็เกิดจากการสลับชื่อระหว่างนายพรานกับเสือโดยความผิดพลาดทางเอกสาร เป็นมุกที่ช่วยทำให้เส้นแบ่งระหว่าง มนุษย์กับสัตว์ พร่ามัวลง
เมื่อพายต้องฆ่าและกินสิ่งมีชีวิตเพื่อเอาตัวรอด เขาจึงพบว่ามนุษย์ไม่ได้แยกออกจากสัตว์อย่างเด็ดขาด ความหิว ความกลัว การล่า และสัญชาตญาณเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์เช่นเดียวกัน
Ecocentrism: มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ประสบการณ์กลางมหาสมุทรยังทำลายความเชื่อว่ามนุษย์สามารถควบคุมธรรมชาติได้ ทะเล พายุ ความหิว สัตว์ และความตายดำเนินไปโดยไม่สนใจความต้องการของมนุษย์
เรื่องจึงสามารถอ่านผ่าน Ecocriticism และ Ecocentrism ได้ว่า มนุษย์ไม่ใช่เจ้าของธรรมชาติ แต่เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งในระบบนิเวศ และควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นแทนการควบคุมหรือทำลายพวกมัน
เรื่องสัตว์ในฐานะกลไกเยียวยาบาดแผล
หากอ่านผ่าน Trauma Theory เรื่องสัตว์อาจเป็นกลไกที่จิตใจของพายสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับความทรงจำที่โหดร้ายเกินกว่าจะเผชิญตรง ๆ
หากเรื่องมนุษย์คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง พายต้องเห็นการตายของผู้คน การฆ่าแม่ของตน และสุดท้ายต้องฆ่าพ่อครัวด้วยตัวเอง การเปลี่ยนบุคคลเหล่านี้เป็นสัตว์จึงอาจช่วยให้เขาสามารถเล่าประสบการณ์นั้นได้โดยไม่ถูกความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดทำลาย
Richard Parker จึงอาจเป็นการแยกด้านรุนแรงของตัวเองออกมาเป็น “อีกตัวตนหนึ่ง” เพื่อให้พายสามารถพูดว่า “เสือเป็นผู้ทำ” แทนการเผชิญกับคำว่า “ฉันเป็นผู้ทำ”
ดังนั้นเรื่องสัตว์ไม่จำเป็นต้องเป็น “คำโกหก” แต่สามารถเป็น ความจริงทางจิตใจในรูปของสัญลักษณ์
เมื่อ Richard Parker จากไป
เมื่อพายถึงชายฝั่งเม็กซิโก Richard Parker เดินเข้าป่าโดยไม่หันกลับมา พายกลับเสียใจกับการจากลานั้นอย่างมาก
หากเสือคือด้านหนึ่งของตัวพาย เหตุการณ์นี้สามารถอ่านได้สองทางพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือ การกลับเข้าสู่สังคมมนุษย์ พายไม่จำเป็นต้องใช้สัญชาตญาณรุนแรงแบบกลางทะเลอีกต่อไป
แต่อีกด้านหนึ่งคือ การกดทับตัวตน เพราะสังคมไม่สามารถยอมรับด้านของมนุษย์ที่สามารถฆ่า ล่า และทำสิ่งรุนแรงเพื่อเอาชีวิตรอดได้ พายจึงต้อง “ซ่อนเสือ” เอาไว้เพื่อกลับมาเป็นสมาชิกของสังคม
การเป็นมนุษย์ในอารยธรรมจึงอาจต้องแลกกับ การเก็บบางส่วนของความเป็นมนุษย์เอาไว้ในความมืด
เรื่องเล่า ศรัทธา และความหมายของชีวิต
Life of Pi ตั้งคำถามว่า เรื่องเล่าที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้จำเป็นต้องไร้คุณค่าหรือไม่ มนุษย์ใช้ศาสนา ตำนาน นิทาน และเรื่องเล่ามานับพันปีเพื่ออธิบายความตาย ความรัก ธรรมชาติ ความทุกข์ และความหมายของการมีชีวิต
ในมุม Existentialism พายไม่สามารถควบคุมโลกได้ เขาควบคุมไม่ได้ว่าเรือจะล่มหรือไม่ ใครจะตาย พายุจะมาเมื่อใด หรือธรรมชาติจะเมตตาเขาหรือไม่ สิ่งที่เขายังสามารถเลือกได้คือ จะตอบสนองและให้ความหมายแก่สิ่งเหล่านั้นอย่างไร
เขาเลือกมีชีวิต เลือกศรัทธา และท้ายที่สุดเลือกวิธีเล่าเรื่องของตัวเอง
ภาพการเดินทางบนเรือพร้อมสัตว์ยังชวนให้นึกถึง Noah's Ark แต่เรื่องนำตำนานเก่ามาปรับเปลี่ยนใหม่ในลักษณะ Intertextuality/Parody จากเรื่องมนุษย์ผู้ช่วยสัตว์ให้รอด กลายเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ค้นพบว่า ตัวเองก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งเช่นกัน
สรุป
Life of Pi จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการเอาชีวิตรอด แต่เป็นการสำรวจธรรมชาติของมนุษย์ผ่านความขัดแย้งหลายคู่ ได้แก่ วิทยาศาสตร์–ศาสนา เหตุผล–ศรัทธา มนุษย์–สัตว์ ผู้ล่า–เหยื่อ อารยธรรม–สัญชาตญาณ และความจริง–เรื่องเล่า
พายเรียนรู้ว่าเราไม่สามารถดำรงชีวิตด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว มนุษย์ต้องใช้เหตุผลเพื่อเข้าใจโลก ใช้สัญชาตญาณเพื่อเอาชีวิตรอด ใช้ศีลธรรมเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น ใช้ศรัทธาเพื่อรับมือกับสิ่งที่อธิบายไม่ได้ และใช้เรื่องเล่าเพื่อทำให้ประสบการณ์ของตนมีความหมาย
คำถามสำคัญที่สุดของ Life of Pi จึงอาจไม่ใช่ “เรื่องไหนเป็นเรื่องจริง?”
แต่คือ
“เมื่อความจริงบางอย่างโหดร้ายเกินกว่าที่มนุษย์จะรับไหว เราจะเล่าเรื่องนั้นอย่างไร เพื่อให้ยังสามารถอยู่กับมันและมีชีวิตต่อไปได้?”