ซื่อจิ่น หวนรักประดับใจ
ตงเทียนเตอะหลิ่วเยี่ย · แปลโดย Ink Stone
Fiction · Romance
นางเอกย้อนเวลากลับมาเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตในชาติก่อน หลีกเลี่ยงทั้งสามีคนแรกและสามีคนที่สองก็คือพระเอก ชิงไหวชิงพริบสนุกมาก
Baannakarn · Reader to Reader
พื้นที่ส่งต่อหนังสือดีๆ จากนักอ่านสู่นักอ่าน
ตงเทียนเตอะหลิ่วเยี่ย · แปลโดย Ink Stone
Fiction · Romance
นางเอกย้อนเวลากลับมาเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตในชาติก่อน หลีกเลี่ยงทั้งสามีคนแรกและสามีคนที่สองก็คือพระเอก ชิงไหวชิงพริบสนุกมาก
กระแสสังคมที่วิพากษ์วิจารณ์เมิ่งเจาเปลี่ยนแปลงหลังรายการสัมภาษณ์โจวหมิงเซิง ซึ่งรายการนี้ถูกจัดขึ้นเป็นพิเศษด้วยความช่วยเหลือของลู่เฉิงเจ่อและผกกสวี ชีวิตเมิ่งเจาดูจะเป็นขาขึ้น ทั้งด้านความสัมพันธ์กับลู่สือเชินที่การกระทำกับความรู้สึกที่ไม่อาจฉุดรั้ง ทำให้เมิ่งเขารู้ดีแก่ใจว่ามันคืออะไร เมิ่งเจายอมรับชีวิตที่มีลู่สือเชินเคียงข้างได้แล้ว การโต้รุ่งสืบคดีก็เหมือนจะมีความสุขขึ้นนิดนึงเมื่อมีที่ปรึกษาลู่ไปด้วย คดีก็คืบหน้าไปทีละก้าว แม้เบาะแสจะถูกอำนาจมืดของอู๋จยาอี้พยายามตัดตอน แต่สุดท้ายเมิ่งเจาก็เหวี่ยงแหไปถึงหลักฐานในมือเหรินจวิ้นอย่างไม่คาดคิดจังหวะนั้นอ่านไปยังอยากตื้บบักเหรินจวิ้นนี่ซักที นี่มันไม่ใช่แค่หัวช้าแล้ว ไอ่หมอนี่มันโง้วจนคันไปหมด เวลาเดียวกัน จู้รุ่ย ลูกชายคนเดียวของจู้เหวินซิ่วที่ขาดการติดต่อไปสิบวันก็เดินทางมาถึงประเทศ เมิ่งเจาจึงไปพบจู้รุ่ยเพื่อสืบหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม จู้รุ่ยให้ความร่วมมืออย่างดี แฉความชั่วร้ายเลวทรามของอู๋จยาอี้ที่เข้ายึดครองธุรกิจอสังหาเหวินติ่งของสกุลจู้ ถึงขั้นลักพาตัวลูกชายคนเดียวของจู้รุ่นเพื่อบังคับให้จู้รุ่ยขายหุ้นทั้งหมดให้อู๋จยาอี้ บีบให้จู้รุ่ยต้องหนีไปอยู่อเมริกาเพื่อความปลอดภัย เมิ่งเจามีหลักฐานในมือก็ออกไปจับตัวอู๋จยาอี้ที่บ้านพักกักบริเวณของเขา กลับพบว่าอู๋จยาอี้ใช้ทางลับหนีไปได้ เมิ่งเจาสิบหาจากล้องวงจรปิดพบว่าอู๋จยาอี้ขับรถหนีไป เมิ่งเจากับลู่สือเชินก็รีบขับรถไล่ตามจนทัน ทั้งที่อู๋จยาอี้พกนักฆ่ามาด้วย มีจิตใจแน่วแน่ที่จะหนีให้รอด แต่ตอนใกล้โดนไล่ทันที่โค้งหักศฮก อุ่จยาอี้กลับไม่หักพวงมาลัย ทำให้รถของเขาพุ่งชนกำแพงอุโมงค์เต็มๆจนเสียชีวิตคาที่ เมิ่งเจาที่ตามล่าคนชั่วอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อให้รับผิดภายใต้กฎหมาย แต่ไอ้ชั่วนั่นดันตายสบายๆหนีความรับผิดชอบไปได้ ร่วมกับหลายจุดในคดียังไมไ่ด้คลี่คลาย อย่างแรก อู๋จยาอี้รู้ได้อย่างไรว่าตำรวจกำลังจะมาจับ และถ้าเขาไม่ได้ตั้งใจชนกำแพงเอง ปัญหาอยู่ที่รถหรือไม่ ยังไม่นับว่าคดีที่ผ่านๆมาก็มีจุดแปลกๆ ฝ่ายอู๋จยาอี้มีแต่พยายามจะทำลายหลักฐานฆ่าปิดปากคนที่รู้ความจริงที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดของพ่อลูกอู๋ แล้วใครคือคนที่ตั้งมั่นจะขุดวีรกรรมของสองพ่อลูกอู๋ให้ได้ถึงขั้นสังเวยชีวิตของผู้บริสุทธิ์อย่างโจวเหยี่ยน จ้าวอวิ๋นฮวา หลูหยาง ใครคนนั้นที่เคียดแค้นพ่อลูกแซ่อู๋และน่าจะเคยพยายามเปิดโปงแต่ไร้หลักฐาน จนตรอกถึงขั้นต้องใช้วิธีเลวร้ายขนาดนี้ เมื่อเมิ่งเจาตามเบาะแสเกี่ยวกับการดัดแปลงรถที่ทำให้อุ๋จยาอี้เสียชีวิตไป ก็พบผู้ต้องสงสัยที่เขาไม่อยากเห็นที่สุด กล้องวงจรปิดที่อู่ที่ดัดแปลงรถของอู๋จยาอี้ถ่ายติดลู่สือเชิน ในฐานะตำรวจเขาต้องมีเหตุผลและยุติธรรม หากลู่สือเชินคือผู้ต้องสงสัยเขาต้องสอบสวน หากมีความผิดเขาต้องจับกุม แต่ความรู้สึกส่วนตัว เขาอยากจะเชื่อใจลู่สือเชิน แม้หลายสิ่งที่เมิ่งเจาพบมีแต่ทำให้ลู่สือเชินน่าสงสัยมากขึ้น เมิ่งเจาก็ยังให้โอกาสลู่สือเชินแสดงความบริสุทธิ์ใจ เปิดใจคุยกันตรงๆ ลู่สือเชินไม่ยอมรับไม่ปฏิเสธ เพียงถามเมิ่งเจาว่าเขากำลังถามด้วยฐานะอะไร ถ้าในฐานะตำรวจเขาก็มีสิทธิที่จะไม่ตอบคำถาม เมิ่งเจาที่ถามสื่อว่า ถ้าไม่ใช่ฐานะตำรวจ งั้นฉันถามในฐานะอะไรได้อีก มันขึ้นกับความรู้สึกของนายกับฉันว่าเราคืออะไร เจอคำตอบของลู่สือเชินที่ตอบว่าเขาไม่รู้ แต่เขาต้องการให้ทุกอย่างจบลงแค่นี้ ไม่ว่าเหตุผลของลู่สือเชินคืออะไร มันคงเป็นสิ่งที่บอกตำรวจไมไ่ด้ และบอก'เมิ่งเจา' ไม่ได้ เมิ่งเจาก็ไม่สามารถละทิ้งฐานะตำรวจและเป้าหมายของตัวเองได้ ในเมื่อเป็นอย่างนั้นตัดไฟแต่ต้นลมเสียยังดีกว่า เมิ่งเจาที่แยกจากลู่สือเชิน เพิ่งเคยรู้สึกใจเต้นแรงจนคิดว่าครั้งนี้คงเป็นความรักจริงๆ ก็ได้สัมผัสการอกหักครั้งแรกในชีวิต เมิ่งเจาจึงเดินหน้าสืบผู้ต้องสงสัยที่เป็นไปได้ว่าจะเป็นมือมืดที่ชักใยจัดการพ่อลูกอู๋ ทั้งจู้รุ่ยและลู่สือเชิน จู้รุ่ยน่าสงสัยว่าเคยสมรู้ร่วมคิดกับอู๋จยาอี้ในคดีเหวินติ่งจริง แต่เรื่องคดีโจวเหยี่ยนและกรงนกน่าจะไม่เกี่ยวข้อง ส่วนการสืบเรื่องลู่สือเชิน เมิ่งเจาที่สับสนไปปรึกษากับโจวหมิงเซิงที่เป็นผู้อาวุโสที่พึ่ง โจวหมิงเซิงเล่าอดีตของลู่เฉิงเจ๋อกับลู่สือเชินให้ฟัง ทำให้เมิ่งเจารู้ว่าลู่สือเชินอาจจะมองเขาแตกต่างจากคนอื่นมาตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องเมิงเสียงอวี่แล้ว แล้ว MVP ตลอดกาลในนิยายวายเมื่อคู่หลักคสพสั่นคลอนอย่าง'นางรอง' เฉียวอวี้ก็ได้มีซีนซักทีค่ะ อดีตช่วงที่ลู่สือเชินอยู่ต่างประเทศ เวลาโรคซึมเศร้ากำเริบหนักเขาจะแอบกลับมาเมืองเยียนประมาณปีละครั้ง ตอนเมิ่งเจาเรียนวิทยาลัยความมั่นคงนครเยียน เขามักรู้สึกถึงสายตาของใครบางคนที่คอยเฝ้ามอง แต่หลังจากช่วง 2-3 ปีก่อน ลู่สือเชินก็ไม่กลับประเทศมาอีก ตอนนั้นเมิ่งเจามีแฟนสาว และลู่สือเชินก็เคยถามเขาว่าแฟนสาวที่คบตอนเรียนไปไหน กลับมาในประเทศรอบนี้ตั้งแต่ 3-4 เดือนก่อน เฉียวอวี้เคยหาที่พักในย่านที่เจริญกว่านี้ให้ แต่ลู่สือเชินเลือกอวี้หูวาน เลือกห้องเอง ทั้งที่ย่านนี้มีแต่เขตก่อสร้าง แต่ห้องที่ลู่สือเชินเลือก มองลงไปจะเห็นหน้าสถานีตำรวจหมิงถานพอดี ตั้งแต่ 3-4 เดือนก่อน เมิ่งเจาก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่คุ้นเคยจับจ้องอีกครั้ง ถ้าเมิ่งเจาไม่รู้ว่าลู่สือเชินรู้สึกยังไงกับเขาก็ไม่ไหวแล้ว ลู่สือเชินมีความรู้สึก เขาแค่ไม่เข้าใจ ด้านลู่สือเชินที่ปากบอกเลิกเองกลับไปนอนไม่หลับจนอาการอารมณ์แปรปรวนแย่ลง จึงกลับไปยืนส่องเขาใกล้ๆที่ทำงานอีก จนเมิ่งเจาบังเอิญไปพบจึงคิดว่าไหนๆก็เจอแล้ว ไม่ ไหนๆเขาก็อยากเจอ เขาอยากให้ลู่สือเชินเข้าใจ จึงช่วยกระตุ้นให้ลู่สือเชินไปถึงคำตอบเสียที ว่านายชอบฉัน หลังจากลู่สือเชินเปิดใจ เข้าใจความรู้สึกและความเชื่อใจกันระหว่าง'คนรัก' เขาก็ยอมเล่าความจริงที่เคยปิดบัง แม้ไม่พูดตรงๆ แต่เมิ่งเข้าก็เข้าใจแล้วว่าทำไมลู่สือเชินถึงอยากให้เขาไม่สืบไปไกลกว่านี้ เพราะลู่สือเชินที่เหมือนเด็กน้อยผู้ไม่เข้าใจความรู้สึกที่ซับซ้อนอะไร กำลังปกป้องคนคนหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ให้คะแนนเล่มนี้ขึ้นเยอะเลยเพราะการเล่นเรื่องความสัมพันธ์ที่มาถึงจุดเปลี่ยน พัฒนาการของลู่สือเชินที่มาถึงจุดที่เข้าใจความรัก แต่แม้ตอนที่เขายังไม่เข้าใจ สมองก็ยังคงวางแผนปกป้องเมิ่งเจานะคะ ไม่ว่าผลที่ออกมาจะดีร้าย แต่ถ้าดูเจตนาแล้ว แผนของลู่สือเชินจะทำให้เมิ่งเจาปลอดภัยที่สุด และด้านคดี หลังจากยื้อซื้อสู้กับอู่จขาอี๋เหมือนหนังมาเฟียไล่ล่าจนไม่ค่อยรู้สึกถึงความซับซ้อนของคดีมาพักนึง ในที่สุดก็กลับไปที่มือมืดที่มาหย่อนปมไว้ตั้งแต่เล่มแรกแต่ไม่เผยตัว ค่อยน่าคิดน่าติดตามหน่อยค่ะ ทำดีค่า ตรงนี้ขอสืบเองด้วย สปอยคดีล้วนๆ โจวเหยี่ยน เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีนี้ได้ยังไง ตอนเกิดคดีแรงงานเหวินติ่ง เฉินอวี้พ่อของโจวเหยี่ยนตายตั้งแต่โจวเหยี่ยนยังจำความไม่ได้ แม่ของโจวเหยี่ยนก็ไม่น่าบอกอะไรโจวเหยี่ยนแน่ๆ ไม่งั้นโจวเหยี่ยนคงไม่เพิ่งมาสืบหลังแม่ตายไปตั้งนานแล้ว แต่แม่ของโจวเหยี่ยนน่าจะรู้ข้อมูลหรือมีหลักฐานบางอย่างกับตัว แต่ไม่กล้าเปิดเผยเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของโจวเหยี่ยน ทำไมโจวเหยี่ยนถึงเพิ่งมาเริ่มสืบตอนนี้ - มีใครบอกอะไรโจวเหยี่ยนก่อน ไม่น่า โจวเหยี่ยนเป็นคนวงนอกมาตลอด แม่ตายแล้ว นามสกุลก็เปลี่ยน อยู่ดีๆไม่น่าโดนหาตัวเจอเอง - โจวเหยี่ยนน่าจะสืบเจออะไรบางอย่างเองในบ้านเก่าที่เคยอยู่กับแม่ แม่อาจจะทำช่องลับไว้ในผนังห้องนอนที่เวลาผ่านไปผนังกระเทาะไรงี้ แล้วของในนั้นบ่งบอกว่าอู๋จยาอี้เกี่ยวข้องกับการตายของพ่อเขา และเกี่ยวข้องกับทนายลู่เฉิงเจ่อด้วย ตอนนั้นโจวเหยี่ยนรู้แล้วว่าลู่สือเชินอยู่บ้านตึกเดียวกัน เขาน่าจะหาพรรคพวก'เหยื่อ' ที่จะร่วมมือกันเปิดโปงพ่อลูกอู๋ ถึงนัดพบลู่สือเชิน - โจวเหยี่ยนต้องรู้จักอู๋จยาอี้ พ่อของอู่เหวยหานที่ถ่ายรูปเขาคู่กับศพจ้าวถงไว้เพื่อปิดปากเขา - โจวเหยี่ยนน่าจะตั้งใจรื้อคดีของพ่อและของจ้าวถงในรวดเดียว จึงติดต่อหาสวีอิ๋งอิ๋ง คนที่เห็นเหตุการณ์ตอนอู่เหวยหานทำให้จ้าวถงตกดาดฟ้า - สวีอิ๋งอิ๋งอยู่ในสถานะที่โดนอู่เหวยหานคุมตัว จึงคิดจะใช้โจวเหยี่ยนกับคลิปหลักฐานเป็นเครื่องมือต่อรองกับอู๋เหวยหานให้ปล่อยเธอไป แต่บอกเกาฮุยที่เป็นแฟนก่อนเพื่อให้เป็นแบ็ก ปรากฎเกาฮุยขายสวีอิ๋งอิ๋งให้อู๋เหวยหาน - สวีอิ๋งอิ๋ง เกาฮุย อู๋เหวยหาน เป็นคนที่มีคลิปหลักฐาน อู่เหวยหานดีลกับเกาฮุยได้ เหลือต้องเก็บสวีอิ๋งอิ๋งกับโจวเหยี่ยน แต่เขาไม่รู้ว่าโจวเหยี่ยนมีหลักฐานอะไรในมือ เลยต้องไปค้นบ้านโจวเหยี่ยนด้วย - อู่เหวยหานน่าจะสืบเจอได้ไม่ยากว่าแม่บ้านของโจวเหยี่ยนคือจ้าวอวิ้นหวา แม่ของจ้าวถง อู่เหวยหานอาจจะคิดยืมมือจ้าวอวิ๋นหวาฆ่าโจวเหยี่ยนก็ไ้ด้ แล้วค่อยต้อนให้จ้าวอวิ๋นหวาฆตต - ตอนลู่สือเชินไปหาโจวเหยี่ยนตามนัดก็พบว่าเขาถูกฆ่าตายแล้ว ลู่สือเชินจึงเอาขนหมาไปหย่อนไว้เพราะเขาคิดว่าโจวเหยี่ยนถูกฆ่าปิดปากในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เพื่อจะได้เอาตัวเองเข้ามานัวในทีมสืบสวนได้ **ตอนนั้น X ไปจากที่เกิดเหตุหรือยัง เพราะดูจากเวลา X เพิ่งเอาศพไปโยนได้ไม่นานลู่สือเชินน่าจะมาเลย = X น่าจะเห็นแล้วว่าลู่สือเชินเจอศพแต่ไม่แจ้งความ = X ควรจะสงสัย/ระแวงมากว่าลู่สือเชินคิดอะไร - คนที่ติดต่อหลูหยางผ่าน VoIP ให้เผยแพร่บทความ ติดต่อมาจากแอตแลนตา -> อู่จยาอี้อาจจะขู่จู้รุ่ยให้ทำ - ลู่สือเชินเป็นคนสืบเรื่อง VoIP มาจากต่างประเทศได้ - ลู่สือเชินไปบ้านพักคนชราเพราะระหว่างย้อนความทรงจำ นึกถึงตอนที่ตัวเองปวดหัวที่บ้านพักคนชรา เลยกลับมาสืบหาความจริงว่าอะไรที่ Trigger เขาที่นี่ คือเรื่องย่าที่โดนลักพาตัวไปช่วงลู่หมิงเจ๋อทำคดีเหวินติ่งกับห้องลับใต้ดิน - ตำรวจดันย้อนไปสืบคดีจ้าวถงที่ถูกทำลายหลักฐานไปแล้ว ได้ข้อมูลมากพอที่จะจับกุมอู๋เหวยหาน หลังเมิ่งเจาไปหาฟ่านปิงปิง ฟ่านปิงปิงน่าจะติดต่อหาคนคนนี้ แล้วเขาถึงใช้ VoIP นั้นส่งเบาะแสเรื่องใบแจ้งผลการเรียนชี้นำให้เมิ่งเจาเห็นเรื่องสวี่อี้หลิน = คนคนนี้ต้องรู้มีอำนาจพอจะใ้ช้ VoIP และรู้เรื่องสวี่อี้หลินหายตัวไป ใครที่เป็นไปได้: เพื่อนร่วมชั้นของจ้าวถง พยัคฆ์ (เพื่อนในกลุ่มอู๋เหวยหาน) ตำรวจเมืองเหวินเจา ลู่เฉิงเจ๋อที่ถูกบีบให้ต้องยอมเป็นทนายให้อู๋เหวยหาน ด้วยใจรักคุณธรรมของเขาน่าจะรู้ว่าเรื่องนี้มีอะไร แค่หลักฐานไม่พอมัดตัวอู๋เหวยหาน แต่เขาอาจจะเคยสืบเอง - หมากต่อไปของอู๋จยาอี้คือรักษาผลประโยชน์ของตระกูล แสดงตัวว่าลูกเลวแต่ฉันบริสุทธิ์ หาทางลดโทษให้อู๋เหวยหาน คดีหลูหยาง คนที่ให้ข้อมูลหยางเรื่องหลินหลาง เรื่อง cage และสถานที่ตั้งของกรงนก - จุดประสงค์น่าจะใช้หลูหยางเป็นช่องทางส่งเบาะแสให้ตำรวจ ไม่ได้ตั้งใจให้หลูหยางตาย เพราะถ้าอยากฆ่าปิดปาก เขาไม่ต้องให้ข้อมูลเรื่องระบบการทำงานของ cage เลยก้ได้ แต่ผิดแผนที่หลูหยางดันลุยเข้ากรงนกคนเดียว อีกคนที่กาดาวมาตั้งแต่เล่มแรกคือเหรินปิน เหรินปินเคยเป็นรองหัวหน้าหน่วย คู่หูของหัวหน้าหน่วยคนก่อน น่าจะมีฝีมือพอควร แต่หลังหัวหน้าหน่วยคนก่อนเสียไป(?) เหรินปินกลับทำงานพลาดบ่อย จนเมิ่งเจาที่มาใหม่ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าแทน แล้วเหรินปินมีลูกสาวด้วย เป็นไปได้มั้ยว่าลูกสาวคือตัวประกันของเหรินปิน เหรินปินเลยต้องเป็นหนอนบ่อนไส้
ปรียากานต์
Fiction · Romance · History
เรื่องนี้เกี่ยวกับสงครามเก้าทัพ คาดว่าน่าจะเป็นช่วงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เซตฉากจะอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี เกิดจากการที่นางเอกที่เป็นแพทย์ย้อนอดีตกลับมา ในช่วงสงครามพอดี แล้วก็เจอกับผู้บ่าวทรงไทยบ้าน พระเอกโคตรหล่อตามปกอ่ะ คือถูกใจมากไทยบ้านที่ถูกต้อง แล้วเรื่อง แล้วจะเกี่ยวกับสงครามและความรักเป็นส่วนใหญ่ การแพทย์ไม่เยอะเท่าไหร่ ช่วงแรกๆหากไม่อินเกี่ยวกับสงครามอาจไม่ชอบแต่อยากให้เราอ่านกันไว้ก่อนคืออ่านไปซักพักคือจะติดคือแต่งได้ดีมา แต่ติดตรงที่แค่ว่าเราไม่ได้ชอบสงครามสักเท่าไหร่ก็เลยหักไปหนึ่งดวง แต่ถ้าหากว่ามีใครชอบเกี่ยวกับสงครามและพม่าอยากให้ลองอ่าน สนุก แล้วก็ตอนท้ายตอนพิเศษ จะทิ้งปลายเปิดไว้มันก็จะมีอีกเล่มต่อก็อย่าลืมไปหาอ่านกันนะ
ยามางูจิ มิโอะ · แปลโดย กิ่งดาว ไตรยสุนันท์
Fiction · Mystery · Drama
ทาเคดะ นายแพทย์สาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ได้รับเคสกู้ภัยนำส่ง พบร่างชายหนุ่มอายุราว 30 ปีในสภาพเปลือยจมน้ำที่ชายหาดนารุมิยะ เมื่อเขาได้เห็นหน้าผู้ป่วยครั้งแรกขณะปั๊มหัวใจก็ตกตะลึงเพราะชายคนนี้เหมือนเขาอย่างกับแฝดแท้ ทาเคดะมั่นใจว่าแม่เขามีลูกคนเดียว แต่ความเหมือนกันยันขนที่ก้นจะเป็นแค่ความบังเอิญได้จริงหรือ ด้วยความวุ่นวายใจพยาบาลเพื่อนร่วมงานชองทาเคดะจึงแนะนำให้ไปปรึกษาอาจารย์คิโนซากิ หมอหนุ่มรูปงามสาขาทางเดินอาหารที่คลี่คลายปริศนาในรพได้บ่อยๆ ทั้งชื่อทั้งวีรกรรมทำให้ทาเคดะรู้ว่า ที่แท้อีกฝ่ายคือคิโนซากิ เพื่อนสมัยมัธยมคนประหลาดผู้ฉลาดหัวไวแต่ไม่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคน คู่หูอดีตเพื่อนสนิทจึงต้องกลายเป็นคู่หูนักสืบสายวิทย์ สิ่งที่พวกเขาจะสืบหาความจริง ไม่ใช่รูปคดี แต่สืบว่าชายนิรนามเกี่ยวข้องกับทาเคดะหรือไม่ ในเมื่อพวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชายคนนั้นเลย จึงใช้การพิสูจน์โดยข้อขัดแย้งว่า 'ทาเคดะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับชายคนนั้น' ด้วยการสืบประวัติจากของตัวทาเคดะแทน จากข้อมูลสถานที่ฝากครรภ์ของคุณแม่ทาเคดะ พวกเขาจึงไปคลินิกอิคุชิมะ รีโปร คลินิกสำหรับผู้มีบุตรยากเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม แต่กลับเข้าไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมในห้องปิดตายของผู้ที่น่าจะรู้ความจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ของแม่ทาเคดะ ธีมเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฏหมายและจริยธรรมการแพทย์ในการใช้เทคโนโลยีเจริญพันธุ์ ผู้เขียนเรื่องนี้เป็นหมอเลยเขียนเกี่ยวกับการแพทย์ได้สมจริงไม่บ้งเลย ไม่ต้องมีความรู้ทางการแพทย์ก็อ่านรู้เรือง แต่ถ้าอยู่ในสายงานนี้น่าจะอินยิ่งขึ้น จุดหักมุมคือดีมาก ไม่ได้อยู่ๆก็โผล่มา มีการแอบใส่เบาะแสอย่างแฟร์ๆ ให้คนอ่านแล้วแค่คนอ่านจะเห็นไหม อีกจุดที่ทำให้ส่วนตัวอินและขำหน่อยๆ คือคิโนซากิทัศนคติและนิสัยเหมือนเราเกินไป เหมือนจนอ่านไปกุมหัวไป เหมาะสำหรับผู้ชอบอ่านสืบสวนทุกสไตล์ โดยเฉพาะคนที่ชอบประเด็นถกเถียงเชิงจริยธรรมหรือดราม่าสีเทา สนุกมาก อ่านเบรกแตก ขึ้นหิ้งไปเลย *ถัดจากนี้มีสปอย* วันที่ทั้งหลายในสมุด ANC มันไม่ไปด้วยกัน 1 เดือนครึ่งที่เกินมาจะเกิดจากอะไรในคลินิก IVF ก็จะมีเฉลยในเรื่องที่ช่วยคอนเฟิมความจริงที่ 1 ของเรื่องได้ตั้งแต่ทาเคดะยังไม่พิสูจน์ ในระหว่างที่คู่หูกำลังดิสคัสกัน เราก็คิดว่าโอกาสที่จะมีการแบ่งตัวของบลาสโตไซต์มันมีได้อยู่แล้ว เพราะงั้นแฝดเกิดขึ้นได้จริง ที่คิดถัดมาจากนั้นเลยคือกี่คน คิดตั้งแต่ช่วงครึ่งเรื่องแล้ว ผ่านไปอีกพักใหญ่ ในช่วงที่คิโนซากิผู้รับบทนักสืบเริ่มตัน ก็ได้ข้อมูลที่ทาเคดะไปคุยกับนากางาวะ วลีแสงวาบในหัวคิโนซากิ แล้วนางที่น่าจะคิดออกแล้วก็เริ่มความคิดไหลพรวดๆ แล้วอมพะนำไป เราพยายามตีความว่าสิ่งที่พูดมันเกี่ยวกับอะไร ตัวเลขนี้มันทำไม แล้วคิดว่าคิโนซากิที่รู้สึกว่าเหมือนตัวเองเหลือเกินจะคิดถึงอะไรเป็นอย่างแรก ก็มีคำตอบลอยขึ้นมาอันแรก เหมือนหัวระเบิดตู้มเลยค่ะ พีคมาก นอกจากจริงแล้ว 'มัน' คือใครก็พีคสุดๆ แต่การคิดต่อยอดหลังจากเข้าใจตัวเลขนั้นแล้วไม่ยากมากค่ะ ถ้ามีสิ่งน่าสงสัยเกิดขึ้นในวันที่เกิดเหตุก็ต้องมีคนสังเกตเห็นแล้ว การที่ไม่มีใครสังเกตเลยก็เพราะว่ามันดูเป็นเรื่องปกติเหลือเกินสำหรับคนที่อยู่ตรงนั้น ก้ได้คำตอบแล้วส่วนใหญ่แล้ว ส่วนการไขคดีฆาตกรรม ขอสารภาพว่าจริงๆก็เป็นทริกไม่ใหญ่ แต่ ณ ตอนนั้นไม่มีกะจิตกะใจนั่งคิดละเอียดแล้ว เพราะดันไปอ๋อกับคำตอบข้างบนนี้ค่ะ สตอรีของทาเคดะกับชินยะ ตรงสายงานเราแบบเต็มๆ การเลี้ยงดูและความรักมีผลต่อเด็กตลอดชีวิตไม่เกินจริง และเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้พ่อแม่มีลูกอย่างฝืนธรรมชาติ ถึงขั้นเรียกได้ว่าใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย พ่อแม่ได้ประโยชน์ แต่เด็กถูกละเมิดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลที่สำคัญต่อตลอดชีวิตพวกเขารึเปล่า เป็นหัวข้อที่น่าสนใจมาก การที่ยกผลกระทบของประเด็นขึ้นมาเขียนก็คือประทับใจในความกล้า และอาจารย์พาเรื่องไปสู่ตอนจบได้ดีมากๆ อาจจะไม่ใช่ตสิ่งที่ถูกที่สุด แต่มอบความสงบสุขต่อทุกคนที่สุด สามารถพาเรื่องที่เดินด้วยตรรกะสายแข็งมาจบแบบที่ดูเป็นมนุษย์ที่สุดได้ ต้องคารวะเลยจริงๆค่ะ
Haruki Murakami
Fiction · Fantasy
ถ้าเทียบกับเล่มแรก เราชอบเล่มแรกมากกว่า แต่ว่าฉากที่เท็งโกะไปคุยกับพ่อ เหมือนไปเมืองแมว และฉากที่ทามารุ พูดคุยกับอาโอมาเมะ แบบบทเรียนที่เค้าเคยได้ตอนที่ปกป้องเพื่อนสมัยเด็ก นี่น่าจะเป็น 2 ฉากที่เราชอบที่สุด แต่ว่าเหมือนเล่มนี้เหมือนเป็นทางเชื่อม สำหรับการอธิบายสิ่งต่างๆ เพื่อเชื่อมเรื่องของเล่มแรกกับเล่ม 3 มากกว่า
Haruki Murakami · แปลโดย มุทิตา พานิช, มัทนา จาตุรแสงไพโรจน์ และปิยะณัฐ จีระกูรวิวัฒน์
Fiction
ตื่นเต้น ไม่เคยซื้อ boxset ของมุราคามิมาอ่านเลย แล้วมาอ่านเล่มนี้ที่ความยาวยาวมากๆ แต่คิดว่าเปิดเรื่องและโทนเนื้อเรื่องน่าสนใจ คิดว่าน่าจะอ่านได้จนจบ ผมคิดว่าเรื่องนี้มุราคามิได้เล่าตัวละครเอกอย่าง เท็งโกะ กับอาโอมาเมะ ได้มีมิติ ธีมภายในที่สอดแทรกเป็นเรื่องที่หนักพอสมควรแต่โทนการเล่าเรื่องทำให้เราอ่านได้ตลอด เรียกว่าอ่านได้เรื่อยๆเลย แป๊บๆจบเล่มแล้ว แม้ว่าจะมีจำนวนหน้าที่เกิน 500 หน้า มีความสอดแทรกโลกแฟนตาซี คิดว่ามีการเชื่อมกับความหมายของโลก 1984 บางอย่าง และมีกลิ่นอายความโรแมนติกเล็กๆเจือปนอยู่
Arthur Golden
Fiction · Romance · Drama · Memoir
Memoirs of a Geisha เล่าชีวิตของ ชิโยะ (Chiyo) เด็กหญิงจากครอบครัวชาวประมงยากจนในโยโรอิโดะ ก่อนถูกขายและส่งเข้าสู่โอกิยะในย่านกิอง เมืองเกียวโต ที่นั่นเธอต้องทำงานรับใช้และเผชิญการกลั่นแกล้งจาก ฮัตสุโมโมะ (Hatsumomo) เกอิชาผู้เลื่องชื่อแต่หวาดกลัวการถูกคนรุ่นใหม่แย่งตำแหน่ง จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อชิโยะพบ ท่านประธาน (Chairman Iwamura) บนสะพาน เขาแสดงความเมตตาต่อเธอและซื้อน้ำแข็งไสราดเชอร์รี่ให้ เหตุการณ์สั้น ๆ กลายเป็นความหวังที่ทำให้ชิโยะตั้งเป้าว่าสักวันจะเข้าสู่โลกของท่านประธานให้ได้ ต่อมา มาเมฮะ (Mameha) เกอิชาชื่อดังรับชิโยะเป็นน้องสาวและฝึกฝนเธอ ชิโยะได้รับชื่อใหม่ว่า ซายูริ (Sayuri) และค่อย ๆ กลายเป็นเกอิชาที่มีชื่อเสียง ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยการแข่งขัน การต่อรองอำนาจ การแสวงหาผู้อุปถัมภ์ และความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับท่านประธานและ โนบุ (Nobu) สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำลายโลกเก่าของกิอง ซายูริต้องหยุดชีวิตเกอิชาและเอาตัวรอดจากความยากลำบาก ก่อนกลับเข้าสู่กิองหลังสงคราม ในท้ายที่สุดเธอได้รู้ว่าท่านประธานรับรู้และมีส่วนอยู่เบื้องหลังเส้นทางชีวิตของเธอมานาน ความรักที่เธอยึดถือมาตั้งแต่วัยเด็กจึงได้รับคำตอบ แม้โลกของเกอิชาที่เธอเคยรู้จักจะเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับ ประเด็นสำคัญในการวิเคราะห์ ผู้หญิงภายใต้ปิตาธิปไตยและระบบทุนนิยม โลกเกอิชาในนิยายเป็นพื้นที่ที่ความงาม วัยสาว ความสามารถ และร่างกายของผู้หญิงมี “มูลค่า” ผู้หญิงต้องแข่งขันเพื่อชื่อเสียง ลูกค้า และผู้อุปถัมภ์ จึงเกิดสภาวะที่ผู้หญิงไม่ได้ถูกกดทับโดยผู้ชายเท่านั้น แต่ระบบยังผลักให้ผู้หญิงแข่งขันและทำร้ายกันเอง ฮัตสุโมโมะจึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็น “ตัวร้าย” แต่เป็นผู้หญิงที่รู้ว่าความงามของตนมีวันหมดอายุ เธอกลัวการถูกแทนที่และต่อต้านระบบด้วยความโกรธ ความต้องการ และ sexual agency ขณะที่ซายูริเลือกปรับตัวและเรียนรู้กฎของระบบเพื่อเอาชีวิตรอด ท้ายที่สุดฮัตสุโมโมะสูญเสียการควบคุม ดื่มหนัก ก่อเรื่อง และถูกขับออกจากโอกิยะ หลังจากนั้นชีวิตของเธอค่อย ๆ หายออกไปจากเรื่อง จุดจบของเธอจึงสะท้อนการร่วงโรยของความงามและสถานะในโลกที่ให้คุณค่าผู้หญิงตามความสาวและความปรารถนาของผู้อื่น Orientalism และการมองหญิงตะวันออก นวนิยายสามารถอ่านผ่านแนวคิด Orientalism ของ Edward Said ได้ เพราะเรื่องราวของหญิงญี่ปุ่นถูกสร้างขึ้นโดยนักเขียนชายชาวอเมริกัน โลกเกอิชาจึงถูกนำเสนอด้วยความลึกลับ เย้ายวน แปลกใหม่ และ exotic ซึ่งอาจตอบสนองจินตนาการของโลกตะวันตกเกี่ยวกับ “หญิงตะวันออก” จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ใครมีสิทธิ์เป็นผู้เล่าเรื่องของหญิงตะวันออก? และเสียงของผู้หญิงที่อยู่ในวัฒนธรรมนั้นเองถูกได้ยินมากน้อยเพียงใด สัญลักษณ์สำคัญ น้ำ ซายูริถูกเปรียบเป็น “ธาตุน้ำ” น้ำจึงหมายถึงความอ่อนโยนที่มีพลัง การปรับตัว การไม่มีรูปร่างตายตัว และอัตลักษณ์ที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เธอไม่ได้เอาชนะโลกด้วยการปะทะ แต่ด้วยการ “ไหล” ผ่านมัน เช่นเดียวกับที่เธอต้องเปลี่ยนชื่อ บุคลิก น้ำเสียง สีหน้า และ persona ตามโลกเกอิชา น้ำยังเชื่อมกับฝน ทะเล น้ำตา และความทรงจำ ทำให้ชีวิตของเธอเหมือนกระแสที่ไหลย้อนกลับผ่านการเล่าเรื่อง ดวงตาสีฟ้า ดวงตาของชิโยะทำให้เธอเป็น “Other” ทั้งดึงดูดและทำให้แปลกแยก มันเป็นทั้งเสน่ห์ คำสาป ทุนทางความงาม และสิ่งที่ทำให้เธอถูกจ้องมองและประเมินค่า ความแตกต่างของดวงตายังสามารถเชื่อมกับ exoticism และสายตาตะวันตกที่มองหญิงญี่ปุ่นเป็นสิ่งแปลกใหม่ สะพาน สถานที่พบกับท่านประธานเป็น Liminal Space หรือพื้นที่กึ่งกลาง สะพานเชื่อมวัยเด็กกับวัยสาว ชาวประมงกับเกอิชา คนชายขอบกับโลกแห่งอำนาจ การข้ามสะพานจึงเปรียบเหมือนการข้ามจากชีวิตหนึ่งไปสู่อีกชีวิตหนึ่ง น้ำแข็งไสราดเชอร์รี่ สีแดงเชื่อมกับเลือด การเข้าสู่วัยสาว และความปรารถนา ส่วนน้ำแข็งละลายง่าย จึงสะท้อนวัยเยาว์ ความงาม และชีวิตเกอิชาที่งดงามแต่ไม่ยั่งยืน กลิ่นคาวปลา คำดูถูกของฮัตสุโมโมะเชื่อมชิโยะกับชนบท ความจน และชนชั้นแรงงาน อีกด้านหนึ่ง “คาว” สามารถอ่านเชื่อมกับร่างกายหญิง เลือด และเพศสภาพ กลิ่นยังเป็นสิ่งที่ลบยาก จึงเหมือนอดีตและรากเหง้าที่ติดตามซายูริแม้เธอจะสร้างตัวตนใหม่แล้ว หน้าขาว กระจก และการแต่งหน้า ใบหน้าเกอิชาเป็น “หน้ากาก” ที่สร้าง persona ขึ้นมาทับตัวตนจริง กระจกจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือมองตัวเอง แต่เป็นพื้นที่ฝึกการมองตัวเองผ่านสายตาสังคม—ต้องรู้ว่าจะยิ้ม เดิน หัวเราะ และแสดงอารมณ์อย่างไร โลกเกอิชาจึงสัมพันธ์กับ performance และ male gaze ปลาไหลและถ้ำ อุปมาทางเพศในเรื่องสามารถอ่านเป็นภาพของ Sexual Economy ปลาไหลแทนแรงขับทางเพศชาย ส่วนถ้ำกลายเป็นพื้นที่หญิงที่ถูกครอบครอง ตีราคา และแลกเปลี่ยน จึงเชื่อมกับประเด็นการทำให้ร่างกายหญิงกลายเป็นทุน กิโมโนและเส้นผม กิโมโนไม่ได้เป็นเพียงเสื้อผ้า แต่บ่งบอกสถานะ มูลค่าทางเศรษฐกิจ และตัวตนทางสังคม ส่วนทรงผมของไมโกะเป็นทั้งความงามและภาระ ร่างกายหญิงจึงถูกฝึก ควบคุม และจัดวางเพื่อสายตาของผู้อื่น ซูโม่ ซูโม่แทนอำนาจชาย ความแข็งแรง และการปะทะตรง ๆ ตรงข้ามกับโลกเกอิชาที่ใช้อำนาจแบบอ้อม จิตวิทยา เสน่ห์ และ soft power เทคนิค Hatakikomi จึงสามารถอ่านเป็นการใช้จุดอ่อนหรือแรงของฝ่ายตรงข้ามเพื่อพลิกสถานการณ์ เช่นเดียวกับวิธีเอาตัวรอดของซายูริ ฝน ฝนเชื่อมกับความสูญเสีย ความเปลี่ยนแปลง ความโดดเดี่ยว และความไม่เที่ยง เป็นธรรมชาติที่ช่วยสร้างบรรยากาศเศร้าสงบของเรื่อง บ้านชาวประมงกับเกียวโต โยโรอิโดะแทนวัยเด็ก ธรรมชาติ ความเรียบง่าย และโลกก่อนทุน ส่วนเกียวโตคือการแข่งขัน การซื้อขาย ภาพลักษณ์ และสถานะ ชีวิตซายูริจึงเป็นการเดินทางจาก “โลกธรรมชาติ” สู่ “โลกของตลาด” การเปลี่ยนชื่อ Chiyo → Sayuri เป็นการตายเชิงสัญลักษณ์ของตัวตนเดิมและการถือกำเนิดของ persona ใหม่ “ซายูริ” เป็นทั้งชื่อทางอาชีพ ภาพฝัน และตัวตนที่สร้างขึ้นเพื่อสังคม จึงเกิดคำถามว่าเมื่อชีวิตผ่านไปแล้ว “ชิโยะ” ยังเหลืออยู่ภายในเธอมากน้อยเพียงใด ประตูและโอกิยะ การล็อกประตูและควบคุมผู้หญิงทำให้โอกิยะมีความหมายซ้อนกันทั้ง “บ้าน” “ตลาด” และ “คุก” เพราะผู้หญิงได้รับการดูแลพร้อมกับถูกควบคุมในฐานะทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ท่านประธาน เขาไม่ได้เป็นเพียงคนรัก แต่เป็นความหวัง พ่อในอุดมคติ ทางออก และภาพฝัน ซายูริจึงอาจรักทั้ง “ตัวเขา” และความหมายที่เขามีต่อเด็กหญิงผู้หมดหวังในวันนั้น Mizuage และข้อถกเถียงเรื่องความจริง ในนิยาย Mizuage (水揚げ) ถูกนำเสนอเป็นการประมูลสิทธิในการเป็นชายคนแรกของไมโกะ โดยพรหมจรรย์ของซายูริถูกตีราคาและเปลี่ยนเป็นทุน นี่ทำให้พิธีดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ชัดเจนของการบรรจบกันระหว่างเพศ เงิน อำนาจ และชนชั้น อย่างไรก็ตาม จุดนี้เป็นข้อถกเถียงสำคัญ เพราะประวัติศาสตร์ของคำว่า mizuage และธรรมเนียมในย่านบันเทิงต่าง ๆ ซับซ้อนกว่าที่นิยายนำเสนอ การเชื่อม mizuage กับเพศเคยปรากฏในบางบริบท แต่ไม่ควรเหมารวมว่าเกอิชาทุกแห่งมี “พิธีประมูลพรหมจรรย์” แบบซายูริ และเกอิชาไม่ใช่โสเภณีโดยนิยาม อาชีพหลักเกี่ยวข้องกับการแสดง ดนตรี รำ การสนทนา และการต้อนรับ อดีตเกอิชา Mineko Iwasaki ซึ่ง Arthur Golden เคยสัมภาษณ์ วิจารณ์หนังสืออย่างรุนแรง โดยเฉพาะภาพที่ทำให้ผู้อ่านตะวันตกเชื่อมเกอิชากับการขายบริการทางเพศ เธอยังไม่พอใจที่ Golden เปิดเผยชื่อเธอในกิตติกรรมประกาศ ทั้งที่เธอเข้าใจว่าการให้ข้อมูลจะเป็นความลับ ต่อมาเกิดข้อพิพาททางกฎหมายและยุติด้วยการตกลงกันนอกศาล Iwasaki จึงเขียนบันทึกชีวิตของตนเองเพื่อเล่าโลกเกอิชาจากมุมของผู้หญิงที่เคยอยู่ในระบบจริง กรณีนี้จึงน่าสนใจในเชิง postcolonial เพราะกลายเป็นคำถามเรื่อง voice และ representation — ใครกำลังเล่าเรื่องของใคร ปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ญี่ปุ่นที่เชื่อมโยงกับเรื่อง Mono no Aware (もののあはれ) — ความสะเทือนใจต่อความงามของสิ่งที่ไม่ยั่งยืน วัยสาว ความรัก ฤดูกาล และโลกเกอิชางดงามเพราะรู้ว่ามันกำลังจะจากไป Mujō (無常) — อนิจจัง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง ชิโยะกลายเป็นซายูริ ความจนกลายเป็นชื่อเสียง ความสาวกลายเป็นความแก่ และญี่ปุ่นก่อนสงครามกลายเป็นญี่ปุ่นยุคใหม่ Wabi-Sabi (侘寂) — ความงามของความไม่สมบูรณ์ ความเก่า ความเงียบ ความเรียบง่าย และความร่วงโรย Iki (粋) — เสน่ห์ที่สุขุม มีชั้นเชิง และไม่เปิดเผยทั้งหมด เช่น ต้นคอ ท่าทาง พัด การพูดอ้อม และการเว้นจังหวะ ซึ่งสัมพันธ์กับ soft power ของเกอิชา Enryo (遠慮) — การยับยั้งตนและไม่พูดทุกอย่างออกมาตรง ๆ ซายูริเก็บความรู้สึกและเล่นตามบทบาททางสังคม ตรงข้ามกับฮัตสุโมโมะที่แสดงอารมณ์ออกมาตรง ๆ Gaman (我慢) — ความอดทนต่อความยากลำบากเพื่อดำเนินชีวิตต่อ การฝึกหนัก การควบคุมร่างกาย และการต้องยิ้มทั้งที่เจ็บปวดล้วนสะท้อนแนวคิดนี้ Tatemae / Honne (建前 / 本音) — ตัวตนที่แสดงต่อสังคมกับความรู้สึกจริงภายใน เป็นหัวใจของโลกเกอิชาและเชื่อมกับหน้ากาก กระจก persona และการมองชีวิตเป็นโรงละคร Ma (間) — ความหมายของช่องว่าง ความเงียบ สายตา ระยะห่าง และสิ่งที่ไม่ถูกพูดออกมา Kintsugi (金継ぎ) — แม้ไม่ได้เป็น motif โดยตรงของนิยาย แต่สามารถใช้อ่านชีวิตซายูริเชิงเปรียบเทียบได้ เธอผ่านการสูญเสียและแตกสลาย ก่อนประกอบตัวเองขึ้นใหม่จากบาดแผล Yūgen (幽玄) — ความงามลึก ลึกลับ และไม่เปิดเผยทั้งหมด สอดคล้องกับเสน่ห์ของเกอิชาที่เกิดจากสิ่งซึ่งถูกปิดบังพอ ๆ กับสิ่งที่เปิดเผย Shikata ga nai (仕方がない) — “มันช่วยไม่ได้” หรือการยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ผู้หญิงจำนวนมากในเรื่องจึงเลือกปรับตัวและอยู่รอดภายในระบบแทนการปฏิวัติมัน Ukiyo (浮世) — “โลกที่ล่องลอย” โลกแห่งความงาม ความบันเทิง ความรักและความสุขชั่วคราว เป็นแนวคิดที่เข้ากับโลกเกอิชามากที่สุดอย่างหนึ่ง ความสาว ชื่อเสียง ลูกค้า ความรัก และฤดูกาลล้วนมาแล้วจากไป หาก Mujō คือสัจธรรมว่า “ทุกอย่างไม่เที่ยง” Ukiyo คือโลกที่ดำรงอยู่ภายใต้ความไม่เที่ยงนั้น และ Mono no Aware คือความรู้สึกเศร้างามเมื่อมนุษย์ตระหนักถึงมัน เกอิชาในอดีตและปัจจุบัน เกอิชาในอดีตอยู่ใกล้โลกของนักธุรกิจ นักการเมือง และชนชั้นนำ มีระบบโอกิยะ การอุปถัมภ์และเครือข่ายทางสังคมที่เข้มข้น ผู้หญิงบางคนเข้าสู่อาชีพตั้งแต่อายุน้อยและมีเสรีภาพในการกำหนดชีวิตจำกัด ปัจจุบันผู้เข้าสู่อาชีพโดยทั่วไปเลือกเส้นทางนี้ด้วยตนเองมากขึ้น และภาพลักษณ์ของ geiko/maiko เน้นการเป็นผู้สืบทอดศิลปวัฒนธรรม เช่น การรำ ดนตรีชามิเซ็ง มารยาทและศิลปะการต้อนรับ ระบบการประมูลพรหมจรรย์แบบในนิยายไม่ใช่ธรรมเนียมของโลกเกอิชาปัจจุบัน ขณะที่ระบบ danna แบบเก่าก็ลดความสำคัญลงมาก สรุปความหมายของเรื่อง Memoirs of a Geisha จึงอ่านได้มากกว่าเรื่องรักของหญิงสาวกับท่านประธาน แต่เป็นเรื่องของการสร้างตัวตนเพื่อเอาชีวิตรอด ในโลกที่ความเป็นหญิง ความงาม ร่างกาย ชนชั้น เงิน และอำนาจเกี่ยวพันกันตลอดเวลา โลกเกอิชาเปรียบเสมือน โรงละครขนาดใหญ่ ทุกคนแสดงบทบาท สวมหน้ากาก ซ่อนความรู้สึก และต่อรองอำนาจ ขณะที่ซายูริเองค่อย ๆ เปลี่ยนจากชิโยะเป็น persona ที่สังคมต้องการ จนเกิดคำถามว่าตัวตนเดิมของเธอยังหลงเหลืออยู่เพียงใด หากสรุปแก่นของเรื่องผ่านปรัชญาญี่ปุ่น อาจกล่าวได้ว่า: “Memoirs of a Geisha คือเรื่องของความงามที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อดำรงอยู่ในโลกที่ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ตลอดไป” ความรัก ความสาว ชื่อเสียง ความงาม โลกเกอิชา และแม้แต่ตัวตนของซายูริล้วนไหลผ่านไปเหมือนน้ำ—งดงาม เปราะบาง ลวงตา และไม่อาจยึดไว้ได้ตลอดกาล
Yann Martel · แปลโดย ตะวัน พงศ์บุรุษ
Fiction · Fantasy · Drama · Psychology · Spirituality · Religion
ความจริง ศรัทธา สัญชาตญาณ และเรื่องเล่าของมนุษย์ Life of Pi หรือ การเดินทางของพาย พาเทล เป็นนวนิยายของ Yann Martel ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2001 เล่าเรื่องของ พิสซีน มอลิทอร์ พาเทล (Piscine Molitor Patel) หรือ “พาย” เด็กหนุ่มชาวอินเดียจากเมืองพอนดิเชอร์รี ผู้เติบโตในครอบครัวเจ้าของสวนสัตว์ ก่อนครอบครัวจะตัดสินใจย้ายไปแคนาดา แต่เรือกลับอับปางกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้พายต้องเอาชีวิตรอดกลางทะเลเป็นเวลานาน แม้ภายนอกจะเป็นเรื่องการผจญภัยและเอาชีวิตรอด แต่แก่นสำคัญของ Life of Pi คือการตั้งคำถามเกี่ยวกับ ความจริง ความเชื่อ ศาสนา วิทยาศาสตร์ ตัวตน ศีลธรรม สัญชาตญาณ ธรรมชาติ และพลังของเรื่องเล่า ความเป็นหลังสมัยใหม่: ความจริงอาจไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว Life of Pi มีลักษณะเด่นของวรรณกรรม Postmodernism เพราะปฏิเสธการเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา มีการแตกเรื่องออกเป็นส่วนย่อย สลับระหว่างความทรงจำ ความคิดเห็น เรื่องเล่า และปรัชญา อีกทั้งยังมีลักษณะ Metafiction เมื่อ Yann Martel ปรากฏตัวในฐานะนักเขียนผู้ได้รับฟังเรื่องของพายอีกทอดหนึ่ง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างผู้เขียน ตัวละคร เรื่องจริง และเรื่องแต่งพร่าเลือน จุดสำคัญที่สุดคือการที่พายเล่าเหตุการณ์เรืออับปางออกมา สองเวอร์ชัน เวอร์ชันแรกมีสัตว์ ได้แก่ ม้าลาย อุรังอุตัง ไฮยีนา และเสือเบงกอล Richard Parker ส่วนเวอร์ชันที่สองแทนสัตว์เหล่านั้นด้วยมนุษย์ และเต็มไปด้วยความรุนแรง การฆ่า และการกินเนื้อมนุษย์เพื่อเอาชีวิตรอด นวนิยายไม่ยืนยันว่าเรื่องใดจริง แต่กลับถามว่า “คุณชอบเรื่องไหนมากกว่า?” จึงเป็นการปฏิเสธความคิดเรื่องความจริงหนึ่งเดียวหรือ Grand Narrative และชี้ให้เห็นว่า เรื่องเล่าปลีกย่อยและมุมมองของแต่ละคนก็มีคุณค่าในการทำความเข้าใจโลก พายกับอัตลักษณ์ที่ประกอบจากความหลากหลาย พายเติบโตท่ามกลางความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม ภาษา สัตว์ และแนวคิด เขานับถือทั้ง ฮินดู คริสต์ และอิสลาม พร้อมกัน ขณะเดียวกันก็เรียนรู้วิทยาศาสตร์จากครูชีววิทยาผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า เมื่อผู้นำศาสนาพยายามให้พายเลือกเพียงศาสนาเดียว เขากลับไม่เห็นว่าความเชื่อเหล่านั้นจำเป็นต้องขัดแย้งกัน พายจึงเป็นตัวละครที่สะท้อนแนวคิดหลังสมัยใหม่อย่างชัดเจน คือไม่ยึดติดกับความจริงหรืออัตลักษณ์เพียงชุดเดียว แต่เลือกนำองค์ความรู้หลายแบบมาผสมผสานกัน แม้แต่ชื่อเล่น Pi (π) ซึ่งเป็นจำนวนอตรรกยะที่มีทศนิยมไม่สิ้นสุด ก็สามารถมองเป็นสัญลักษณ์ของความไม่แน่นอนและตัวตนที่ไม่สามารถจำกัดด้วยนิยามง่าย ๆ ได้ ในมุมของ Lacan ตัวตนของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ถูกประกอบสร้างจากภาษา ครอบครัว วัฒนธรรม ความเชื่อ และผู้อื่น พายจึงเป็นผลรวมของสิ่งต่าง ๆ ที่เขาได้รับมาตลอดชีวิต ศาสนาและวิทยาศาสตร์ เรื่องไม่ได้เสนอให้เลือกระหว่าง ศรัทธากับเหตุผล แต่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์อาจต้องการทั้งสองอย่าง วิทยาศาสตร์ช่วยพายในการสังเกตธรรมชาติ เข้าใจพฤติกรรมสัตว์ หาอาหารและวางแผนเอาชีวิตรอด ขณะที่ศาสนา การสวดมนต์ และความศรัทธาช่วยให้เขารักษาความหวังและความหมายของการมีชีวิตอยู่ วิทยาศาสตร์อาจตอบว่า “สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างไร” แต่ศาสนา ปรัชญา และเรื่องเล่าอาจช่วยตอบว่า “เราจะมีชีวิตอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร” ดังนั้น ความเป็นเหตุเป็นผล (Rational) และสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทั้งหมด (Irrational/Faith) จึงไม่จำเป็นต้องทำลายกัน แต่สามารถเติมเต็มสิ่งที่อีกฝ่ายขาดได้ Richard Parker: เสือหรือด้านมืดของพาย Richard Parker สามารถอ่านผ่านทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Freud ว่าเป็นตัวแทนของ Id หรือสัญชาตญาณดิบ ได้แก่ ความหิว ความกลัว ความก้าวร้าว ความต้องการมีชีวิต และความรุนแรงที่มนุษย์มักกดเก็บเอาไว้ภายใต้ศีลธรรมและกฎสังคม เรือชูชีพจึงเปรียบเสมือน พื้นที่ภายในจิตใจของพาย ส่วนทะเลและคลื่นที่ไม่แน่นอนสะท้อนสภาพจิตใจที่สับสนและไร้ความมั่นคง การแย่งชิงพื้นที่ระหว่างพายกับเสือจึงเปรียบได้กับการต่อสู้ระหว่างความเป็นมนุษย์ที่ได้รับการขัดเกลากับสัญชาตญาณดิบ อย่างไรก็ตาม พายไม่ได้ “เอาชนะ” หรือควบคุมเสืออย่างสมบูรณ์ เขาเพียงเรียนรู้วิธี อยู่ร่วมและต่อรองกับมัน พายต้องควบคุมเสือไม่ให้ฆ่าตนเอง แต่การมีอยู่ของ Richard Parker ก็ทำให้เขาตื่นตัว มีเป้าหมาย และไม่ยอมแพ้ต่อความตาย เสือจึงไม่ใช่สิ่งที่พายต้องกำจัด แต่เป็นสิ่งที่เขาต้องยอมรับว่า เป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง ผู้ล่ากับเหยื่อสามารถสลับบทบาทกันได้ ก่อนเกิดเหตุ พายเป็นเด็กหนุ่มอ่อนโยน เป็นมังสวิรัติ และเคร่งศาสนา แต่เมื่ออยู่กลางทะเล เขาต้องฆ่าปลา กินเนื้อสัตว์ และทำสิ่งที่ขัดกับตัวตนเดิมเพื่อมีชีวิตรอด ในเรื่องเล่าเวอร์ชันมนุษย์ พายถึงขั้นฆ่าพ่อครัวหลังจากพ่อครัวฆ่าแม่ของเขา เรื่องจึงทำให้เส้นแบ่งระหว่าง Predator กับ Prey หรือผู้ล่ากับเหยื่อ ไม่แน่นอน คนคนเดียวสามารถเป็นเหยื่อในสถานการณ์หนึ่งและกลายเป็นผู้ล่าในอีกสถานการณ์หนึ่งได้ ความดี ความชั่ว ความอ่อนโยน และความรุนแรงจึงไม่ได้เป็นคุณสมบัติตายตัว แต่บางครั้งขึ้นอยู่กับสถานการณ์และโครงสร้างอำนาจที่บุคคลกำลังเผชิญ สัตว์ในฐานะตำแหน่งแห่งอำนาจ หากเปรียบเทียบเรื่องสัตว์กับเรื่องมนุษย์ สัตว์แต่ละตัวอาจแทนบทบาทในโครงสร้างอำนาจได้ ม้าลายขาหัก แทนผู้บริสุทธิ์ที่อ่อนแอและตกเป็นเหยื่อ อุรังอุตัง แทนแม่ของพาย ความรัก ความเมตตา และศีลธรรม ไฮยีนา แทนพ่อครัว ความโลภ ความรุนแรง และการฉกฉวยจากผู้ที่อ่อนแอกว่า Richard Parker แทนพาย สัญชาตญาณ พลังในการต่อต้าน และความรุนแรงที่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอด สัตว์จึงอาจไม่ได้แทน “เชื้อชาติ” อย่างตรงไปตรงมา แต่แทน ตำแหน่งของแต่ละฝ่ายในความสัมพันธ์ทางอำนาจ และตำแหน่งเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ การอ่านแบบหลังอาณานิคม อย่างไรก็ตาม เรื่องสามารถอ่านผ่าน Postcolonialism ได้เช่นกัน พายเป็นชาวอินเดียจากประเทศที่เคยตกอยู่ภายใต้อำนาจอาณานิคมตะวันตก ขณะที่พ่อครัวชาวฝรั่งเศสผู้ใช้ความรุนแรงถูกแทนด้วยไฮยีนา สัตว์กินเนื้อที่ฉวยประโยชน์จากสัตว์ที่อ่อนแอกว่า จึงสามารถตีความได้ว่า ไฮยีนาสะท้อนภาพของ อำนาจจักรวรรดินิยมที่เข้ามาฉกฉวย ครอบครอง และเอาเปรียบผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า ขณะที่ Richard Parker หรือพายเองอาจแทนผู้ถูกกระทำที่ค้นพบว่าตนก็มี “เขี้ยวเล็บ” และสามารถต่อต้านผู้กดขี่ได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องไม่ได้แบ่งง่าย ๆ ว่า “ตะวันตก = ผู้ล่า / ตะวันออก = เหยื่อ” เพราะพายเองก็สามารถใช้ความรุนแรงได้ ประเด็นจึงลึกไปถึงคำถามว่า เมื่อโครงสร้างอำนาจเปลี่ยน เหยื่อสามารถกลายเป็นผู้ล่าได้หรือไม่ Anthropocentrism: ใครคือสัตว์ที่โหดร้ายที่สุด? นวนิยายยังวิจารณ์แนวคิด Anthropocentrism หรือการยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มนุษย์มักเชื่อว่าตนสูงส่งและมีสิทธิควบคุมสัตว์ แต่ในสวนสัตว์กลับเป็นมนุษย์เองที่รบกวน ทำร้าย และสร้างความทุกข์ให้สัตว์ พ่อของพายจึงติดกระจกไว้หลังม่านเพื่อให้ผู้ชมเปิดดู “สัตว์ที่อันตรายที่สุดในโลก” และพบเพียงภาพสะท้อนของตัวเอง ชื่อ Richard Parker เองก็เกิดจากการสลับชื่อระหว่างนายพรานกับเสือโดยความผิดพลาดทางเอกสาร เป็นมุกที่ช่วยทำให้เส้นแบ่งระหว่าง มนุษย์กับสัตว์ พร่ามัวลง เมื่อพายต้องฆ่าและกินสิ่งมีชีวิตเพื่อเอาตัวรอด เขาจึงพบว่ามนุษย์ไม่ได้แยกออกจากสัตว์อย่างเด็ดขาด ความหิว ความกลัว การล่า และสัญชาตญาณเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์เช่นเดียวกัน Ecocentrism: มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ประสบการณ์กลางมหาสมุทรยังทำลายความเชื่อว่ามนุษย์สามารถควบคุมธรรมชาติได้ ทะเล พายุ ความหิว สัตว์ และความตายดำเนินไปโดยไม่สนใจความต้องการของมนุษย์ เรื่องจึงสามารถอ่านผ่าน Ecocriticism และ Ecocentrism ได้ว่า มนุษย์ไม่ใช่เจ้าของธรรมชาติ แต่เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งในระบบนิเวศ และควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นแทนการควบคุมหรือทำลายพวกมัน เรื่องสัตว์ในฐานะกลไกเยียวยาบาดแผล หากอ่านผ่าน Trauma Theory เรื่องสัตว์อาจเป็นกลไกที่จิตใจของพายสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับความทรงจำที่โหดร้ายเกินกว่าจะเผชิญตรง ๆ หากเรื่องมนุษย์คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง พายต้องเห็นการตายของผู้คน การฆ่าแม่ของตน และสุดท้ายต้องฆ่าพ่อครัวด้วยตัวเอง การเปลี่ยนบุคคลเหล่านี้เป็นสัตว์จึงอาจช่วยให้เขาสามารถเล่าประสบการณ์นั้นได้โดยไม่ถูกความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดทำลาย Richard Parker จึงอาจเป็นการแยกด้านรุนแรงของตัวเองออกมาเป็น “อีกตัวตนหนึ่ง” เพื่อให้พายสามารถพูดว่า “เสือเป็นผู้ทำ” แทนการเผชิญกับคำว่า “ฉันเป็นผู้ทำ” ดังนั้นเรื่องสัตว์ไม่จำเป็นต้องเป็น “คำโกหก” แต่สามารถเป็น ความจริงทางจิตใจในรูปของสัญลักษณ์ เมื่อ Richard Parker จากไป เมื่อพายถึงชายฝั่งเม็กซิโก Richard Parker เดินเข้าป่าโดยไม่หันกลับมา พายกลับเสียใจกับการจากลานั้นอย่างมาก หากเสือคือด้านหนึ่งของตัวพาย เหตุการณ์นี้สามารถอ่านได้สองทางพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือ การกลับเข้าสู่สังคมมนุษย์ พายไม่จำเป็นต้องใช้สัญชาตญาณรุนแรงแบบกลางทะเลอีกต่อไป แต่อีกด้านหนึ่งคือ การกดทับตัวตน เพราะสังคมไม่สามารถยอมรับด้านของมนุษย์ที่สามารถฆ่า ล่า และทำสิ่งรุนแรงเพื่อเอาชีวิตรอดได้ พายจึงต้อง “ซ่อนเสือ” เอาไว้เพื่อกลับมาเป็นสมาชิกของสังคม การเป็นมนุษย์ในอารยธรรมจึงอาจต้องแลกกับ การเก็บบางส่วนของความเป็นมนุษย์เอาไว้ในความมืด เรื่องเล่า ศรัทธา และความหมายของชีวิต Life of Pi ตั้งคำถามว่า เรื่องเล่าที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้จำเป็นต้องไร้คุณค่าหรือไม่ มนุษย์ใช้ศาสนา ตำนาน นิทาน และเรื่องเล่ามานับพันปีเพื่ออธิบายความตาย ความรัก ธรรมชาติ ความทุกข์ และความหมายของการมีชีวิต ในมุม Existentialism พายไม่สามารถควบคุมโลกได้ เขาควบคุมไม่ได้ว่าเรือจะล่มหรือไม่ ใครจะตาย พายุจะมาเมื่อใด หรือธรรมชาติจะเมตตาเขาหรือไม่ สิ่งที่เขายังสามารถเลือกได้คือ จะตอบสนองและให้ความหมายแก่สิ่งเหล่านั้นอย่างไร เขาเลือกมีชีวิต เลือกศรัทธา และท้ายที่สุดเลือกวิธีเล่าเรื่องของตัวเอง ภาพการเดินทางบนเรือพร้อมสัตว์ยังชวนให้นึกถึง Noah's Ark แต่เรื่องนำตำนานเก่ามาปรับเปลี่ยนใหม่ในลักษณะ Intertextuality/Parody จากเรื่องมนุษย์ผู้ช่วยสัตว์ให้รอด กลายเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ค้นพบว่า ตัวเองก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งเช่นกัน สรุป Life of Pi จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการเอาชีวิตรอด แต่เป็นการสำรวจธรรมชาติของมนุษย์ผ่านความขัดแย้งหลายคู่ ได้แก่ วิทยาศาสตร์–ศาสนา เหตุผล–ศรัทธา มนุษย์–สัตว์ ผู้ล่า–เหยื่อ อารยธรรม–สัญชาตญาณ และความจริง–เรื่องเล่า พายเรียนรู้ว่าเราไม่สามารถดำรงชีวิตด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว มนุษย์ต้องใช้เหตุผลเพื่อเข้าใจโลก ใช้สัญชาตญาณเพื่อเอาชีวิตรอด ใช้ศีลธรรมเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น ใช้ศรัทธาเพื่อรับมือกับสิ่งที่อธิบายไม่ได้ และใช้เรื่องเล่าเพื่อทำให้ประสบการณ์ของตนมีความหมาย คำถามสำคัญที่สุดของ Life of Pi จึงอาจไม่ใช่ “เรื่องไหนเป็นเรื่องจริง?” แต่คือ “เมื่อความจริงบางอย่างโหดร้ายเกินกว่าที่มนุษย์จะรับไหว เราจะเล่าเรื่องนั้นอย่างไร เพื่อให้ยังสามารถอยู่กับมันและมีชีวิตต่อไปได้?”
ซองแฮยอน · แปลโดย มินตรา อินทรารัตน์
Fiction · Mystery
เป็นแฟนคลับของซองแฮยอน เคยอ่านงานแล้วชอบการเล่าเรื่องของนักเขียนคนนี้ เล่มนี้บรรยากาศอาจจะไม่หนักเท่าผลงานของเธอในเล่มอื่นๆ อย่าง คดีฆาตกรรมปริศนากับนกฟลามิงโก หรือ แกนั่นแหละ...ฆ่า เนื้อเรื่องเรื่องนี้มีความแบบตัวเอกเท่ๆ เน้นไปที่ความสัมพันธ์ของทีมสืบสวน และสืบคดีในบรรยากาศหอพัก ในแต่ละเรื่องเหมือนจะแยกจากกัน แต่บางอย่างก็เหมือนชื่อเรื่องคือไม่น่ามาบรรจบกันได้
José Saramago
Fiction · Philosophy
เป็นเล่มแนว dystopia ที่เราชอบมากเล่มนึงตั้งแต่เคยอ่านมา เรานึกไม่ถึงว่าหากคนในสังคมมีแต่คนตาบอด โลกเราจะเป็นอย่างไร ไม่แปลกใจเลยที่นักเขียนได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม
มิจิโอะ ชูสุเกะ · แปลโดย จันทิมา ทะคิโมะโตะ
Fiction · Mystery
เร็น ชายหนุ่มอายุ 19 อาศัยอยู่กับคาเอเดะ น้องสาวนักเรียนม.ต้นอายุ 14 และมุตสึโอะ พ่อเลี้ยงที่เพิ่งแต่งงานกับแม่ของพวกเขาได้ไม่นานแม่ก็ด่วนจากไปจากอุบัติเหตุ ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ประดักประเดิดนำไปสู่ปัญหา เร็นต้องทิ้งเส้นทางเรียนต่อมาทำงานร้านสะดวกซื้อเพื่อหาเงินส่งน้องสาวเรียน ในวันที่พายุฝนโหมกระหน่ำ เร็นกลับบ้านมาพบคาเอเดะกำลังเช็ดรอยเปื้อนบนกระโปรง และคาเอเดะบอกว่ารอยเปื้อนนั้นเกิดขึ้นในบ้าน ราวงกับในพายุฝนมีมังกรซุ่มซ่อนจ้องมอง มังกรที่ตามตำนานว่ากันว่าถือกำเนิดจากความแค้น ความโกรธแค้นต่อพ่อเลี้ยงทำให้ให้เร็นตัดสินใจจะฆ่าพ่อเลี้ยงเพื่อปกป้องน้องสาว วิธีที่เขาลงมือโอกาสสำเร็จต่ำมากแต่ถ้าสำเร็จจะดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ แล้วพวกเขาสองพี่น้องก็จะหลุดจากนรกในบ้าน การลงมือท่ามกลางพายุฝนพร่ามัวที่บดบังความจริงได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกินกว่าเร็นจะคาดคิด ตัวคดีกับสไตล์ของนักเขียนที่อาจมีผลต่อการอ่านและสปอย จะใส่ * ไว้ก่อนถึงและจะเอาไว้พูดถึงทีหลัง ที่พูดได้แบบไม่สปอยคือ เป็นสืบสวนแบบเมืองวุ่นคนวาย เรื่องร้ายๆมักไม่มาเดี่ยวและไม่ได้เกิดกับคนคนเดียว ธีมเรื่องคือปัญหาครอบครัวค่ะ บ้านโซเอคิดะมีพ่อเลี้ยงเฮงซวยกับลูกเลี้ยงวัยรุ่นชายหญิงที่ไม่สนิทกัน บ้านมิโซตะมีแม่เลี้ยงวัยสาวที่ถูกสองพี่น้องต่อต้านเพราะคิดว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของแม่ด้วยเหตุผลบางอย่าง บ้านโซเอคิดะดูเผินๆก็ปัญหาที่ดูตรงไปตรงมาน่าอึดอัดใจ บ้านมิโซตะยังดูมีอะไรให้เพ่งเล็งใช่มั้ยคะ พออ่านไปแล้วจะต้องได้อึ้งซักทีสองทีเป็นอย่างน้อยค่ะ ใครชอบท้าทายสู้มือกับนักเขียนสายหลอกคนอ่านเน้นๆ ทรงแบบไม่ใช่สืบสวนคลาสสิก เรื่องนี้ควรอ่านค่ะ อาจจะหายากหน่อยเพราะสนพปิดตัวไปนานแล้ว แต่ถ้าหาได้คือคุ้มค่าแน่นอนค่ะ *ตรงนี้ไม่สปอยเนื้อเรื่องโดยตรง วิเคราะห์สไตล์การเล่าเรื่องและทริกของนักเขียนเฉยๆ" อ.มิจิโอะเป็นคนที่มีสไตล์ในการเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์มากค่ะ ถ้าให้นิยามด้วยภาษาของเรา คือ ฝนตกขี้หมูไหล คนอะไรมาเจอกัน + ตาบอดคลำช้าง ค่ะ คือคดีของอ.จะไม่ใช่แค่ A เก็บ B เพราะโลกนี้ก็ไม่ได้มีแค่สองเรา คนแต่ละคนล้วนมีสัมพันธ์กับคนอื่น คนที่มีอะไรคล้ายกันก็จะถูกดึงดูดเข้าหากัน ทุกความสัมพันธ์มีผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ประมาณนั้นค่ะ การเล่าเรื่องของอ.เลยเป็นแบบ เล่าผ่านมุมมองของคนแต่ละคนในวังวนนี้ ซึ่งทุกคนล้วนเหมือนตาบอดคลำช้าง คนเราเห็นแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า ร่วมกับอคติบังตาหรือเจตนาจะปิดบัง ก็ยิ่งมองไม่เห็นความจริงทั้งหมด และเราในฐานะนักอ่านที่อ่านเรื่องราวของเหล่า'คนตาบอด' อีกที ถ้าเผลอไหลตามฟังความข้างเดียวเมื่อไหร่ ก็เตรียมโดนหลอกได้เลยค่ะ เนื่องจากเราอ่านงานของอ.มิจิโอะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 แล้ว รอบนี้เราเลยอ่านแบบตั้งป้อมระแวงทุกหน้า ทริกอย่างหนึ่งที่อ.ชอบใช้คือ 'ของคู่เหมือน' ค่ะ ถ้าเจออะไรเล็กๆน้อยๆ แต่หาคู่เหมือนของคล้ายในเรื่องต้องจhองไว้ดีๆ แล้วลองคิดในมุมที่ต่างจากตัวละครเล่าจะเจอความจริงค่ะ อีกอย่างคือคนที่ไม่ค่อยเล่าอะไรในเรื่อง ถ้าไม่ใช่เขาไม่รู้ ก็คือเขาไม่อยากเล่า จงเพ่งมองคนพวกนี้ไว้ อันนี้มีสปอยเรื่องค่ะ คนที่เราเพ่งเล็งมากในเรื่องนี้คือคาเอเดะค่ะ สิ่งที่เธอเล่า ไม่ได้อธิบายสิ่งที่เกิดกับเธอได้ทั้งหมด เธอมีอะไรปิดบังไว้ที่โดนฉาบหน้าด้วย'หัวข้ออ่อนไหว ไม่อยากพูดถึง' เธอนี่แหละมีพื้นที่ให้ซุกความลับที่ใหญ่ที่สุด ส่วนจุดที่ทำให้เราหันหัวไปถูกทางจริงๆคือจดหมายขู่ค่ะ คีย์สำหรับเราคือ ของที่คนเราจะรู้สึกคุ้นตา มักจะเป็นของที่เราได้เห็นบ่อย หรือได้เห็นไม่นานนี้ ไม่ใช่ของที่เห็นแค่ครั้งเดียว กับเนื้อหาการขู่ มันไม่สอดคล้องกับ mindset ของคนที่คนในเรื่องคิดว่าใช่ค่ะ พอคิดแบบนี้ ก็มีคนน่าสงสัยอีกคนโผล่ขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เราไมไ่ด้โดนหลอกเรื่องคดีที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเท่าไหร่ แต่ที่หลอกเราได้แบบเต็มๆคือเรื่องในอดีตค่ะ เรื่องที่คนดูแลสุสานเล่าคืออึ้งที่สุด รองลงไปคือความจริงในวิดีโอของบ้านมิโซตะ นั่นก็เหวอแรงเช่นกัน
มิ่งมาดา
Fiction · History
ตัวเดินเรื่องเป็นนางเอก เข้มแข็งไม่อ่อนแอ นิยายอิงประวัติศาสตร์ช่วงปลายกรุงธนบุรีจนถึงต้น ร.1 ความสนุกครบรส บรรยายดี ได้สาระด้วย
รอมแพง
Fiction · History
ภาคต่อของนิยาย บุพเพสันนิวาส ถือว่าผูกปมและแก้ปมได้ดี นางเอกคาแรคเตอร์ต่างจากภาคแรก มีความไม่สมเหตุสมผลเล็กน้อย แต่มวลรวมยังสนุก ได้สาระประวัติศาสตร์ครบถ้วน
รอมแพง
Fiction · History
ละครดังสร้างจากนิยายเรื่องนี้ แต่นิยายสนุกไม่แพ้กัน บรรยายประวัติศาสตร์ได้เห็นภาพและไม่น่าเบื่อ นางเอกน่ารัก เพลินทั้งเล่ม ได้สาระด้วย

Harper lee
Fiction
ที่สุดในใจอีกหนึ่งเล่ม สำหรับเราคือควรอ่านซักครั้งในชีวิต

อายาสึจิ ยูกิโตะ
Fiction · Mystery
รู้สึกสนุก แม้ว่าการทายตัวร้าย อาจจะสงสัยอยู่เป็นเนืองๆ เป็นหนังสือสืบสวนที่อ่านไม่ยาก และคงความมาตรฐานของหนังสือแนวบ้าน ของหนังสือสืบสวน โดยเฉพาะใครเป็นแฟนคลับของนักเขียนรายนี้ ก็น่าติดตามมากๆ