
ชิงแดนแม่น้ำโขง: ประวัติศาสตร์เสียดินแดนฉบับวิวาท(กรรม)
ฐนพงศ์ ลือขจรชัย
ตกตะกอน
รีวิว ชิงแดนแม่น้ำโขง: ประวัติศาสตร์เสียดินแดนฉบับวิวาท(กรรม) 1. บทนำ ถ้าชีวิตคือการเดินทาง สำหรับฐนพงศ์แล้ว หนังสือ เสียดินแดนมลายู: ประวัติศาสตร์ชาติฉบับ Plot Twist ซึ่งปรับจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท คือจุดเริ่มต้นของการก้าวเดินจากนิติศาสตรบัณฑิต สู่บทบาทใหม่ในฐานะนักประวัติศาสตร์ผู้เขย่ากระดานความเข้าใจเรื่องเขตแดนแบบเดิม ๆ 2. จุดหมายใหม่ (ที่ไม่ใช่จุดจบ) หนังสือ ชิงแดนแม่น้ำโขง: ประวัติศาสตร์เสียดินแดนฉบับวิวาท(กรรม) ซึ่งปรับจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก คืองานล่าสุดที่ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเดินทางครั้งนี้ ฐนพงศ์พาผู้อ่านออกเดินทางสำรวจพื้นที่ความขัดแย้งกลางแม่น้ำโขง ด้วยคำถามคาใจของคนไทยหลายรุ่นว่า "สยามเสียดินแดนหรือไม่?" จากการปะทะกันของสองสายประวัติศาสตร์ — สายกระแสหลักที่ยืนยันว่าเสียดินแดนแน่นอน กับสายวิพากษ์ที่ชวนตั้งคำถามต่อ “อำนาจในการนิยามคำว่าเสียดินแดน” — หนังสือเล่มนี้ชวนเรากลับไปดูที่โครงสร้างการปกครองจารีตแบบดั้งเดิมของสยามและเวียดนามในบริเวณแม่น้ำโขง ก่อนที่ฝรั่งเศสจะก้าวเข้ามารับบทตัวแทนของเวียดนามในเกมอำนาจ และอังกฤษจะเข้ามาเป็น “ผู้ถ่วงดุล” ที่ไม่ได้ยืนดูเฉย ๆ ภูมิภาคแถบนี้ — ไม่ว่าจะเวียดนาม เขมร หรือ ลาว — กลายเป็นเค้กก้อนโตที่ทั้งสยาม ฝรั่งเศส และอังกฤษต่างหมายปันส่วน ผ่านอนุสัญญานับครั้งไม่ถ้วน จนถึงฉบับสำคัญในปี 1926 ที่กลายเป็นหมุดหมายสุดท้ายในเล่มนี้ 3. เรื่องตลกร้าย: ตราด หนึ่งในเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ทั้งขำทั้งขม คือกรณีเมืองตราด ฝรั่งเศสเคยตั้งใจจะยกให้เป็นของเขมร ซึ่งสำเร็จตามอนุสัญญา 1904 แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสกลับค้นพบว่า ประชากรเมืองตราดส่วนใหญ่เป็นชาวสยาม มิใช่เขมรอย่างที่เข้าใจไว้ตอนแรก กลายเป็นเหตุให้ต้องลงนามอนุสัญญาใหม่ในปี 1907 4. สรุป นี่ไม่ใช่แค่หนังสือประวัติศาสตร์ แต่คือบทสำรวจของความหมาย วาทกรรม และการช่วงชิงสิทธิในการเขียนอดีต ผู้รีวิวขอแนะนำอย่างยิ่งว่า ควรหาเล่มนี้มาอ่านด้วยตัวเอง แล้วค่อยตัดสินใจว่า อะไรคือ "การเสียดินแดน" ในแบบของคุณเอง ธนัยนันท์ แสวงเชิดพงษ์ ประชาชนเต็มขั้น